เข้าสู่ระบบ
ค้นหา
สถิติ
  • มีผู้เยี่ยมชม Site Meter คน

    ตั้งแต่ วันที่ 10 กันยายน 2550

หัวข้อ: ไลท์โนเวล ของผมครับ มือใหม่หัดแต่ง

ไลท์โนเวล ของผมครับ มือใหม่หัดแต่ง

เป็นเรื่องราวของ สงคราม ระหว่างเผ่านพันธุ์ทั้ง 3 คือ มนุษย์ ภูติ และ อสูร เนื้อเรื่องดำเนินมาจาก สงครามในอดีต ที่มีที่มาที่ไป ยังเป็นปริศนา สงครามจบลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่ร่วมมือกับภูติ กำจัดเผ่าพันธุ์อสูร เผ่าอสูรที่หลงเหลืออยู๋ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ไม่ก็ยอมตกเป็นทาสของ อีก 2 เผ่าพันธุ์
=============================
เนื้อเรื่อง ดำเนินโดยตัวเอกที่เป็นเผ่าอสูรที่ถูกมนุษย์ที่รู้ความจริงเกี่ยวกับสงครามครั้งนั้น เก็บมาเลี้ยง เนื้อหาจะดำเนินไปอย่างช้าๆค่อยๆคลี่คลายคดีของสงคราม+กับ มิตรภาพ ความรัก และ การถูกหักหลัง แก้แค้น ดราม่ากันสุดๆ
============================
ชื่อว่าเป็นไลท์โนเวล แน่นอนว่าต้องมีภาพประกอบ แต่ขอติดไว้ก่อนเพราะไม่มีเครื่องแสกน ไม่เก่งเรื่องวาดในคอมด้วย

ฝากคอมเม้น หน่อยนะครับ แบบว่า ว่างมาก อย่างเขียนโนเวล มานานแล้ว

===========================


บทที่ 1 จุดเริ่มต้น

“กลับมาแล้วค่า~”
เด็กสาวมนุษย์ ลักษณะดูเหมือน(?)จะน่ารัก น่าชัง หากว่าเธอไม่ได้ใช้มือเล็กๆของเธอพังประตูเข้ามา ไม่รู้ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม แต่นี่เป็นครั้ง ที่ 4 แล้วในอาทิตย์นี้ ที่เธอเล่นพังประตูบ้านเข้ามา แล้วตะโกนเสียงดังบอกทุกคนในบ้านว่าเธอกลับมาแล้วโดยไมได้ใส่ใจว่าจะมีคนอยู่ในบ้านหรือไม่
ชื่อของเธอคือ โอบายาชิ ยูริ อายุ 13  เธอค่อนข้างตัวเล็ก ถ้าเทียบกับเด็กสาวในวัยเดียวกัน เธอมีผิวขาวซีดแต่ดูนุ่มนวล ดวงตาสีน้ำตาที่ดูอบอุ่น ผมสีชมพูอ่อน โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อย สดใส ซึ่งขัดกับนิสัยเธอที่ชอบใช้ความรุนแรง ถึงจะมีส่วนที่ร่าเริงสดใสบ้างก็เถอะ
“ลูกพังประตูไป 4 บานแล้วนะ”
โอบายาชิ ยูคิเมะ ผู้เป็นแม่ของ ยูริ เพิ่งเดินออกมาจากหลังบ้านทางห้องครัว ด้วยสีหน้าเอื้อมระอา เหมือนเห็น ลูกหมา ที่ชอบมาอึทิ้งไว้หน้าบ้านเป็นประจำ ยูคิเมะ นั้นมีหน้าตาเหมือน ยูริในอนาคต แตกต่างกันตรงแค่ นิสัยของ ยูคิเมะนั้น ตรงกับลักษณะภายนอกที่ควรจะเป็น
“ขอโทษค่า~ จะซ่อมให้เดี๋ยวนี้แหละค่า”
ยูริเอ่ยปากขอโทษผู้เป็นแม่ ด้วยหน้าตาที่เหมือนจะไม่ได้รู้สึกผิดเลยซักนิด พลางยกประตู กลับไปวางตรงตำแหน่งเดิมเมื่อ 3 นาทีที่แล้วของมัน พูดให้ถูกคือ เอาไปวางไว้ที่เดิมเฉยๆโดยไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าซ่อมเลย
“พวกพี่ๆไม่มีใครอยู่เลยเหรอคะ ?”
“จิล ไปช่วยงานคนในหมู่บ้าน ส่วนคนอื่นๆ น่าจะเล่นกันอยู่หลังบ้านน่ะจ่ะ”
“เห ?! คนพวกนั้นตอนแรกไม่ต้อนรับพี่จิลอยู่แท้ๆ”
“ช่วยไม่ได้หรอกจ๊ะ มันเป็นเพราะสงครามนั้นแหละจ่ะ”
พูดถึงสงครามทีไร ใบหน้าของ ยูคิเมะผู้เป็นแม่ ที่มีรอยยิ้มที่อ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าทุกที
“แม่อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ มันไม่ใช่ความผิดของแม่ซักหน่อย~”
“จ่ะ”  
ทุกครั้งที่เธอรู้สึกแย่ พวกเด็กๆมักจะทำให้เธอกลับมามีรอยยิ้มทุกครั้งไป
===============================

ในช่วงเกิดสงคราม ยูคิเมะ ได้อพยพมาที่หมู่บ้านมิราอิ โดยมี เด็กๆ 5 คน ตามมาด้วย ส่วนสาเหตุที่เธอ อพยพมา เธอบอกกับคนอื่นแค่ว่า เป็นเพราะสงคราม ส่วนรายละเอียดจริงๆนั้น เป็นเหตุผล ที่เธอไม่เคยบอกใคร
สงครามครั้งนั้นจบลงด้วยการที่ มนุษย์ร่วมมือกับภูติ กวาดล้างเผ่าอสูร ส่วนเหตุผลนั้น มีเพียงแค่ ผู้นำของเผ่าพันธุ์แต่ละเผ่าและผู้บัญชาการทางการทหาร เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่ในมุมมองของคนภายนอกนั้น  อสูร ที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นอสูร คนส่วนใหญ่จึงมักคิดว่า พวกอสูรเป็นพวก สัตว์ประหลาดที่ชอบใช้กำลัง คงไปทำเรื่องอะไรไว้จึงเกิดสงครามขึ้นมา
สุดท้ายเผ่าพันธุ์อสูรถ้าไม่ถูกฆ่า ก็ต้องยอมตกเป็นทาส ของเหล่าภูติและมนุษย์
จิล หนึ่ง ในเด็กที่ยูคิเมะ เก็บมาเลี้ยงก็เป็น อสูรเช่นกัน จิล มีผมสีเงินยาวถึงกลางหลัง มีเกล็ดสีดำแทนผิวหนังตามตัว มีเขาที่คล้ายมีดสั้นทำมุมแปลกๆตรงหน้าผาก2ข้าง และยังมีหางเรียวยาวแข็งๆตรงส่วนปลายมีใบมีดคล้ายหอกติดอยู่ ซึ่งดูยังไงก็ไม่น่าเข้าใกล้เลยซักนิด ไม่แปลกใจที่หลายคนในหมู่บ้านมิราอิต่างไม่ยอมรับให้เข้ามาอาศัยในหมู่บ้าน
“ว่ากันว่า มันมีพลังสามารถถล่มภูเขาได้เลยไม่ใช่เหรอ!”
“ดูรูปร่างของมันสิ ปีศาจชัดๆ!?”
“เธอไม่ควรสงสาร พวกอสูรนะ !!”
“อสูรอยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่นๆไม่ได้หรอก !!”
นั่นเป็นเสียงของหลายๆคนในหมู่บ้าน
ยูคิเมะ รู้อยู่แล้วว่า สงครามที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพราะเผ่าอสูร แต่เหตุผลนั้นเธอไม่อาจบอกคนอื่นได้
“ได้โปรดเถอะค่ะ เขายังเด็กอยู่เลยนะคะ ถ้าทางการเจอ เด็กคนนี้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องถูกฆ่าแน่ๆเลยค่ะ”
เด็กน้อยเผ่าอสูร ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้แต่ยืนนิ่ง มองยูคิเมะที่กำลังอ้อนวอนชาวบ้านอยู่ข้างๆ
“ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นเธอจะรับผิดชอบไหวเหรอ” เป็นเสียงจากผู้ใหญ่บ้าน เขาเป็นชายชราค่อนข้างตัวเล็ก อยู่ในชุดคลุมยาวตั้งแต่คอจรดเท้า เหมือนดักแด้
“ฉันขอเอาชีวิตนี้เป็นเดิมพันค่ะ”
สรุปแล้วหลายๆคนลงความเห็นว่า เธอสามารถอยู่ในหมู่บ้านได้ แต่บ้านที่เธอต้องไปอยู่นั้น อยู่ลึกในป่าไปทางด้านหลังของหมู่บ้านอีก มันเป็นกระท่อมพักของพรานคนนึงซึ่งโดนสัตว์ป่า ฆ่าตาย จึงไม่มีใครกล้าเหยียบเข้าไปบริเวณนั้น
ในเวลาแค่ 3 ปี ยูคิเมะ พิสูจน์ตัวเองด้วยการเลี้ยงจิล ที่เป็นอสูร ให้กลายเป็นเด็กหนุ่ม ที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ด้วยพลังอสูร จิล สามารถทำงานหนักได้สบายๆ  ไม่ว่าจะงานเล็กงานน้อย งานหนักงานเบา จิล สามารถทำได้ดีทั้งหมด จนเป็นที่ชื่นชอบ ของชาวบ้านมิราอิ
“พวกเราขอโทษ ที่เคยสงสัยพวกเธอ”
“พลังนั้นถ้าเอามาใช้ดีๆ ก็ทำประโยชน์ได้นี่หน่า”
“วันหลังฉัน ขอยืมแรง เด็กคนนี้หน่อยนะ”
“ฉันด้วยๆ”
ด้วยเหตุนี้เอง ทุกวันของจิลแทบจะไม่มีเวลาว่างเลย
=====================================================================
“กลับมาแล้วคร๊าบ~ ฮะ เฮ้ย !?”
จิลที่เพิ่งกลับ กำลังเปิดประตูเข้าบ้านแค่ปลายนิ้วสัมผัส ประตูเจ้ากรรมก็ล้มลงไปกองกับพื้น …
“ยัย ยูริ! ฝีมือเธอสินะ!”
จิลรู้สึกเหมือนมีเงาพุ่งเข้าใส่ แต่ไม่รู้สึกถึงจิตสังหาร จิลเลยไม่ทันป้องกันตัว กว่าจะรู้ว่ามันคืออะไร จิลก็ลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว
“ย๊า !! เด็กไม่ดีต้องโดนทำโทษ”
เงาที่ว่านั่นคือ ยูรินั่นเอง เธอวิ่งออกมาจากห้องนั่งเล่นด้วยความเร็วสูง พร้อมทั้งกระโดดเตะ จิล เต็มๆ
“อะ..อู้ย !.. นี่..เธอ…ทำบ้าอะไรเนี่ย!”
จิล ที่ยังนั่งคุกเข้าอยู่กับพื้นพูดติดๆขัดๆเพราะกำลัง  จุก…
“เด็กไม่ดี..  กลับบ้านดึก.. แถมยังพังประตูอีก !! ”
“ประตูนี่ไม่ใช่ฝีมือเธอหรือไง !! ก่อนหน้านี้ด้วย รู้หรือเปล่าว่าใครเป็นคนซ่อม หา !!”
“ใครสนล่ะ”
จิลรู้ดีว่า เถียง กับ ยูริ ก็เหมือน พยายามใช้น้ำมันดับไฟ
“เฮ้อ ช่างเถอะ…”
ความจริงแล้ว ยูริไม่พอใจที่ จิล ไม่ค่อยมีเวลาให้กับเธอ เธอยืนทำหน้าบูดเบี้ยวเพราะ จิลไม่เข้าใจเสียที
“นะ.. นี่… ที่พี่กลับบ้านช้าทุกวัน ไม่ใช่ว่าไปชอบเด็กสาวในหมู่บ้าน อะไรงี้ หรอกใช่ไหม… ”
ผ่านไป 2-3 วินาที ยูริก็นึกขึ้นได้ ว่าถามอะไรแปลกๆออกไปซะแล้ว เธอหน้าแดง
“ หา ! เธอ จะ … บ้าเหรอ !”
จิล ตกใจกับคำถามแปลกๆของยูริ จู่ๆก็รู้สึกตัวร้อนขึ้นมา
“อีกอย่างนะ เธอลืมไปแล้วหรือไง พี่เป็นอสูรนะ พวกคนในหมู่บ้านแค่ต้องการยืมพลังของ พี่ เท่านั้นแหละ ไอเรื่องความรักอะไรแบบนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นกับ อสูรอย่างพี่หรอก”
จิลกัดริมฝีปากด้วยความข่มขื่น ใช่แล้ว นี่แหละความจริง อสูรที่มีรูปร่าง ประหลาด น่ากลัว หากไม่ได้เป็นประโยชน์กับคนพวกนั้น ใครมันจะอยากมา คบ กับเรา
“นั่น มันไม่จริงนะ !!”
อยู่ๆ ยูริ ก็ตะโกนออกมา เมื่อเธอรู้สึกตัว เธอก็เริ่มก้มหน้าก้มตาบิดตัวไปมา
“หนะ..หนู หมายถึง คนที่ชอบพี่จากใจ ไม่ใช่เพราะพลังนั้น ก็น่าจะ…มี …”
จิลยืนมองยูริ ด้วยสายตา ราวกับเห็นผี
“เธอไม่สบายหรือป่าวยุย”
“ชะ ช่างมันเถอะ หนูหิวแล้ว พี่ซ่อมประตูเสร็จแล้ว ไป ไปช่วยแม่ทำกับข้าวซะ… !!”
หลังจาก เธอพูดจบ ยูริก้อวิ่งหายไปทางด้านหลังบ้านด้วยความเร็วสูง
“อะไรของยัยนั่นกัน หน้าแดงด้วยสิ หรือว่า..ไม่สบายจริงๆนะ”
=====================================================================
อาหารเย็นของบ้าน โอบายาชิ วันนี้เป็นเนื้อหมู่ป่า ย่างเกลือ ที่จิลเป็นคนล่ามา  ยูคิเมะเป็นคนปรุง และมี ยูริเป็นลูกมือ กำลังส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณบ้าน
“หวังว่า คงไม่มีตัวอะไรโผล่มา ระหว่างเรากำลังทำกับข้าวกันอยู่นะจ๊ะ”
ที่ ยูคิเมะกำลังพูดถึง คือเหตุการ์ณน่ากลัว สำหรับบ้าน โอบายาชิ ที่มีแต่เด็กๆ ในระหว่างที่กำลังทำอาหาร กลิ่นของอาหาร ได้ถูกบังคับเป็นไกด์นำทาง ของเหล่าสัตว์ป่าที่มีเป้าหมายอยู่ที่ บ้าน โอบายาชิ ในตอนนั้น บ้านทั้งหลังถูกล้อมไปด้วยหมาป่าดำ เกือบ 20 ตัว ถึงแม้จิลจะเป็นอสูรที่มีพลังแค่ไหนก็เถอะ แต่จะให้สู้กับหมาป่าเกือบ 20 ตัว พร้อมปกป้อง เด็ก 4 คน คงทำไมได้ โชคดีที่ ยูคิเมะ ไม่ได้เก็บแค่อสูรมาเลี้ยง แต่ยังมีภูติรวมอยู่ด้วย ชื่อของเธอคือ ซารีเบล
ซารีเบล เธอเป็นภูติที่อยู่ในกลุ่มเอลฟ์ เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยมากในสายตา จิล รูปร่างสมส่วนตามอายุ ผมของเธอมีสีทองงดงาม ดวงตาสีน้ำเงินสดใส ให้ความรู้สึกเหมือนน้ำทะเลใสจนมองเห็นพื้นทราย ที่สำคัญคือ เธอมีมนต์ตราติดตัว สามารถที่จะสื่อสารกับสัตว์ได้ เหตุการ์ณในครั้งนั้นเลยจบแค่ แบ่งอาหารให้พวก หมาป่าไป
“เดี๋ยวพี่ จิล กับ ซารีเบล ทำอะไรซักอย่างเองแหละ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
“ยูริ เธอนี่นะ-”
จิลยังไม่ทันพูดจบ ก็มีเด็กอีกคนวิ่งเข้ามาในห้องครัว ด้วยสภาพเนื้อตัวเปรอะเปื้อนโคลน
“กะ กลิ่นนี่มัน ~ ว้าวว ว่าแล้วเชียว หมูป่าจริงๆด้วย”
เด็กหนุ่มคนนี้ คือ บาเร็ท ดอล อายุ 14 ปี เป็นเด็กที่มีรูปร่างอ้วน จนเกินวัย และถึงแม้จะเป็นมนุษย์ แต่ จิล ก็เชื่อว่า ดอลมีจมูกรับกลิ่นเหนือมนุษย์ ดอลสามารถ ดมกลิ่น อาหารแล้วบอกได้ถูกต้องว่าอาหารชนิดนั้นคืออะไร จากระยะทางที่ไกลแค่ไหนก็ตาม
“ดอล มนต์ตรา ดมกลิ่นของนายนี่ น่าทึ่งจิงๆเลยนะ”
“โธ่ ..พี่จิล สมองพี่ คงต้องเอาออกมาล้างบ้างแล้วล่ะ ดอลมันก็แค่เด็กตะกละ ที่เกิดมาเพื่อกินเท่านั้นแหละ ก็เลยมีจมูกที่ได้กลิ่นอาหารดีเป็นพิเศษไงล่ะ ใช่แล้ว แบบหมูไง !!”
ยูริ พูดออกมาได้ตรงเกินคาด ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของคนฟังเลยสินะ
“ดอล ลูกไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวก็สร็จแล้วจ่ะ จิล ลูกช่วยจัดการกับพื้นนั่นทีนะจ๊ะ”
ยูคิเมะ คงสังเกตุเห็นว่าจิล กำลังทำท่าจะเถียงกับ ยูริ เลยตัดบท ไล่ ดอลไปอาบน้ำ แล้วไล่เขาไปทำความสะอาด พื้นที่เปื้อนโคลนเป็นรอยเท้าฝืมือของ ดอล

“นี่มันอะไรกัน ?”
จิลถาม รอยด์ ที่กำลังกลับเข้าบ้านทางประตูหลัง สองมือแบกถังที่เต็มไปด้วยปลา จนล้น กระดิ้นกระดอน ตกลงไปอยู่บนพื้นส่งกลิ่นคาวไปทั่ว
บาเร็ท รอยด์ เด็กหนุ่มพี่ชายฝาแฝดของ ดอล ถึงจะเป็นพี่น้องกันแต่รูปร่างและนิสัย ต่างกันโดยสิ้นเชิง รอยด์ค่อนข้างผอม เหมือนเด็กขาดสารอาหาร เป็นเด็กที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ชอบหาเรื่องปวดหัว มาให้ คุณยูคิเมะตลอดเวลา ถึงตอนหลัง เป้าหมายของเรื่องน่าปวดหัวจะกลายเป็นจิล ก็เถอะ
“รอยด์ !! นายไปขโมยมาจากใครมา !!”
จิล ตะโกนเสียงดังอยู่หน้าห้องครัว เป็นเพราะว่า ฝีมือตกปลาของรอยด์นั้น 3 ปีที่ รอยด์ไปตกปลาตรงลำธาร รวมกันยังไม่ถึง 10 ตัวด้วยซ้ำ แต่ในถังที่รอยด์ถือมา โดยประมาณแล้วอาจจะครึ่งร้อยด้วยซ้ำ
“ผมป่าวขโมยนะ ถึงแม้จะมีคนช่วยผมตกก็เถอะ อันที่จริงเรียกว่าตกปลาได้หรือป่าวไม่รู้ ผู้ชายคนนั้น เขาเอานิ้วจุ่มลงไปในลำธาร แล้วน้ำก็เดือดปุดๆ แล้วปลาก็กระโดดขึ้นมาบนฝั่งเต็มเลยล่ะฮะ”
“เฮ้อ ~ นายจะโกหกอะไร ก็ขอให้มันมีขอบเขตหน่อยเถอะ แต่เรื่องนั้นตอนนี้ช่างมันเถอะ นายจัดการพวกปลานั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ กลิ่นคาวเหม็นไปทั่วบ้านละ”
“รับทราบครับ !!”
จากนั้น รอยด์ก็รีบวิ่งแจ้น เข้าห้องน้ำไป เป็นจังหวะที่ดอล ออกมาพอดี
“เกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะ เสียงดังเชียว”
คุณยูคิเมะ วางมือจากครัว เดินออกมาสอดส่องเหตุการ์ณเสียงดังในบ้าน
“เจ้ารอยด์มัน ขนปลามาเพียบเลยล่ะครับ เห็นว่า เจอผู้ชายที่ทำน้ำในลำธารเดือดจนปลา กระโดดขึ้นมาให้จับไรนี้แหละ เหลวไห…ล-  แม่เป็นอะไรไปครับ ?”
จู่ๆยูคิเมะ ก็ตัวสั่นหงึกๆ หน้าซีดเป็นไข่ต้ม เหมือนคนโดนผีอำ จากนั้นเธอก็วิ่งไปหารอยด์ที่กำลังอาบน้ำอยู่กับดอล เพื่อถามคำถามหนึ่ง
“ลูก !! ผู้ชายคนที่ว่า มีหน้าตาเป็นยังไง”
“เอ๋ ?… หน้าตางั้นเหรอครับ หน้าตางั้นเหรอ….”
“คล้าย สุนัขจิ้งจอก เลยล่ะครับ !!”
ดอลช่วยตอบคำถามแทน รอยด์
หลังจากคำตอบนั้น ยูคิเมะ ก็ลงไปนั่ง หมายถึง ทรุดล้มลงไปนั่งแบ๊ะ อยู่ตรงนั้น ตัวสั่นเทิ้ม หน้าซีด ดูไร้เรี่ยวแรง เด็กๆ ทั้งตกใจและกลัวกับอาการนั้นไม่มีใครพูดอะไร เวลาผ่านไป 2-3 วิ เธอเหมือนนึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้  เธอตะโกนถามเด็ก 2 คนในห้องน้ำ
“ซา...ซารีเบลละ ?   ซารีเบลอยู่ไหน !!”
“อะ ..เอ๋  ธะ..เธอ ไม่ได้ กลับมาก่อนแล้วเหรอครับ”
ถึงตรงนี้ อาการของ ยูคิเมะก็หนักขึ้น เธอร้องไห้ ปล่อยโฮ ออกมาพลางพึมพำ ‘ไม่นะๆ’
จิลนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่กลับบ้าน ยังไม่เจอ ซารีเบล เลย
“เอ๋~ ไม่รู้สิครับ พวกเราไปตกปลากันแค่ 2 คน ถึงผมจะดูพี่รอยด์ ตกอยู่คนเดียวก็เถอะ”
จิลตกใจกับอาการ ของผู้เลี้ยงดูเขา ปกติเธอ มีนิสัย อ่อนโยน เข้าใจคนอื่นเป็นอย่างดี อาการดังกล่าวเหมือน เธอไม่ใช่ ยูคิเมะที่จิลรู้จัก
“แม่เป็นอะ-”
กรี๊ดดดดดดดดดด !!
เสียงดังลอยมาจากทางหลังบ้าน ซึ่งเป็นป่าทึบในเวลายามนี้ จึงมีแต่เพียงความมืดมิดเท่านั้น
ไม่ผิดแน่ นั่นเสียง ซารีเบล
“จะ..จิล ช่วยน้องด้วย”
ถึงจิลจะไม่เข้าใจว่านี่มันเป็นเรื่องอะไรกัน แต่ตอนนี้ไม่มีวลามาถามเรื่องนั้น จิลแน่ใจว่า ซารีเบลกำลังตกอยู่ในอันตราย
“แม่ !!  ทำใจดีๆไว้นะครับ ผมจะ พาซารีเบลกลับมาเอง”
“เกิดอะไร ขะ- นั่นพี่จะออกไปไหนน่ะ!?”
จิลพูดจบก็พุ่งตัวออกไปทางประตูหลังบ้านทันที โดยที่ไม่ได้ตอบคำถาม ยูริ เพราะไม่อยากเสียเวลา แม้แต่วินาทีเดียว
=====================================================================

ทางตะวันตกของป่า ด้านหลังบ้านของพวกจิล  จะมีทุ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้(เป็นที่โปรดของ ซารีเบล) โดยมีลำธารไหลผ่าน คั้นระหว่างป่ากับทุ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้ โดยปกติแล้วสัตว์ป่าจะอาศัยอยู่ในป่าทึบ ความมืดที่พวกมันเคยชิน ทำให้มันกลายเป็นนักล่ายามอาทิตย์ลับขอบฟ้า ฉะนั้นบริเวณทุกดอกไม้และลำธาร ที่มีแสงส่องถึง ก็น่าจะปลอดภัย] นั่นเป็นสิ่งที่จิลบอกกับ ซารีเบล
ในช่วงแรกๆ จิล จะมาเป็นเพื่อน ถ้าเรียกให้ถูกจริงๆ คือ มาเป็นคนคุ้มกันมากกว่า แต่พักหลังจิลต้องไปทำงานในหมู่บ้าน ซารีเบล เลยต้องออกมากับยูริ เพียง 2 คน แต่ยูริไม่ใช่เด็กผู้หญิง หวานแหวว ชื่นชอบดอกไม้อะไรพวกนั้น ซารีเบล เลยต้องมาคนเดียวบ่อยๆซึ่งไมได้เกิดปัญหาอะไร และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธอมาที่นี่คนเดียว
ซารีเบล ออกจากบ้านมาพร้อมกับ รอยด์และดอล แต่เด็กผู้ชายทั้ง 2 ตั้งใจจะมาตกปลาที่ลำธาร  ซารีเบล จึงไปที่ทุ่งดอกไม้เพียงลำพัง นิสัยเดิมของเหล่าภูติชื่นชอบอยู่ท่ามกลาง ธรรมชาติอยู่แล้ว หลายครั้งที่ ซารีเบลมาอยู่ที่นี้จนลืมเวลา และวันนี้ก็เป็นอีกวัน เพียงแต่วันนี้แตกต่างจากวันอื่นนั้นเพราะ ….

ซารีเบลที่เผลอหลับไปท่ามกลางทุ่งดอกไม้นานาชนิด ตื่นขึ้นมาพบกับท้องฟ้าที่มีพื้นหลังเป็นสีส้ม บ่งบอกถึงเวลาว่า อาทิตย์กำลังจะตกดิน และนั่นก็เป็นเวลาอันตราย
“ต้องรีบกลับแล้วเรา”  
ในขณะที่กำลังเดินกลับ ซารีเบล รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังเฝ้ามองเธออยู่ ไม่ใช่การจ้องมองด้วยความสนใจ แต่รู้สึกถึง จิตสังหาร เหมือนเป็นคำสั่งให้ ซารีเบล โดยอัตโนมัติ
มีตัวอะไรบางอย่างกำลัง บินอยู่เหนือหัวของ ซารีเบล สัญชาติญาณบอกเธอว่า หากเธอวิ่งหนีออกไปนอกป่าเมื่อไหร่ ไอเจ้าตัวนั้น มันต้องโฉบลงมาคาบเธอไปเป็นอาหารค่ำแน่ ซารีเบล ทำได้เพียงวิ่งเข้าไปในป่าเรื่อยๆ แบบไม่รู้ทิศทาง ทำได้แค่วิ่งไปเรื่อยๆ รอให้ใครซักคนมาช่วย
รอบๆตัวของ ซารีเบล ตอนนี้ มีแค่เสียงลมหายใจของตัวเธอ กับเสียงลมที่พัดผ่านเหล่า ต้นไม้  กิ่งก้านใบไม้ ที่โยกไปตามแรงลม ดูราวกับกลุ่มคนที่มาชุมนุม กำลังจ้องมอง พร้อมกับโบกไม้โบกมือ  ฉลองให้แก่ ความตายของเธอ ความมืดรอบด้านทำให้สติของ ซารีเบล เฉียบคมแต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซ้ำร้าย มันทำให้ เธอรับรู้สถานการ์ณ ณ ตอนนี้ได้ดีขึ้น และกว่าเธอจะรู้ตัว  มีดวงตาสีเหลืองสด กำลังจ้องมองเธอ ราว 20 คู่เลยทีเดียวใช่แล้วมันเป็นดวงตาของหมาป่า เข้าสำนวนที่ว่า หนีเสือปะจระเข้ เธอโดนพวกมันล้อมเสียแล้ว !!
ซารีเบลไม่สามารถ กลั้นน้ำตาให้กับความกลัวต่อไปได้ ‘เราสามารถพูดคุยกับพวกมันได้นี่’ ซารีเบลคิดว่า ถ้าเธอพูดคุยกับพวกมันรู้เรื่อง อาจจะตกลงกันได้ เธอถามพวกมันด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือ
“ พะ…พวกคุณ  ตะ…ต้องการ อะ…อะไร”

ไม่ไหวแล้ว ไม่รอดแน่… มันคงไม่พูดกับอาหารของพวกมันหรอก
ซารีเบล เข้าใจสถานะของตัวเองทันที เธอปล่อยน้ำตาออกมาไม่หยุดก้มหน้าลงบนฝ่ามือ ยอมรับกับชะตากรรมของตน

เสียงลึกลับ มาจากบนท้องฟ้าที่มีแต่ความว่างเปล่า มันยิ่งเพิ่มความกลัวให้กับ ซารีเบล
เหยื่อสินะ …
ซารีเบล รู้สึกถึงแรงกดอากาศ ตามด้วยลมอุ่นๆจากเหนือหัวของเธอ ….มังกร !!  
กรี๊ดดดดดดดดดด !!
อากาศรอบๆตัวของ ซารีเบล ค่อยๆมีอุณภูมิสูงขึ้น ฝูงหมาป่าที่อยู่รอบๆตัวเธอ เริ่มส่งเสียง ดูเหมือนมังกรตัวนั้น กำลังจะปล่อยอะไรบางอย่างออกมาจากปากของมัน …ไฟ !!  
ไม่..รอด..แน่ ….พี่-
หมอบลง !!!!!
ตูม !!
เสียงเหมือนอากาศที่อัดแน่นระเบิดออก เกิดลมหมุนที่มีไฟผสม พัดผ่านวนไปมารอบๆ
ซารีเบล ไม่กล้าลืมตากลัวจะไม่เห็นสิ่งที่เธอหวังไว้
“พะ…พี่”
ซารีเบล อยู่ในอ้อมกอดของ จิล
ทั้งที่ไฟกำลังลุกไหม้ป่าอยู่รอบๆ แต่เธอกลับรู้สึกอบอุ่น ในอ้อมกอดของ จิล
“ขอโทษที่มาช้านะ …เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”
“หนูไม่เป็น…”  เลือด?…ไม่ใช่ของซารีเบล งั้น..
“พี่    ละ.. เลือด เต็มเลย เป็นอะไรมากมั้ยอ่ะ”
ดวงตาของ ซารีเบล เต็มไปด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น อีกครั้ง
เสื้อของจิลเหลือแค่เยงเศษเถ้าถ่าน เกล็ดด้านหลังของจิลมีกลิ่นเหม็นไหม้
“ฮะ ฮะ ก็เจ็บกว่าที่คิดนะ แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้สบายมาก… ตอนนี้เธอหลบไปก่อนนะ”
จิล ยิ้มให้กับ ซารีเบล และหันหน้าไป เผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ด้านหลัง ในขณะที่ยังกอดซารีเบลอยู่แน่น
หลังจากลูกไฟนั่นเผ่าป่ารอบๆจนกระจุยกระจายไป ทำให้เกิดลานกว้างทรงกลม โดยมี จิลกับซารีเบลเป็นจุดศูนย์กลาง ห่างออกไปเล็กน้อย รอบทรงกลมๆมีซากหมาป่าที่กำลังถูกย่างสดเกลื่อนกลาด และบางอย่างที่มี ขนาดใหญ่โตมหึมา กำลังยืนมองทั้ง 2 คน จากด้านหลัง
มังกร..แดง ขนาดของมัน พอๆกับบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่ง ลำตัวของมันเต็มไปด้วยเกล็ด คล้ายๆของจิล แตกต่างกันเพียงแค่ สีเท่านั้น คอยาวชูสูงขึ้นไปบนฟ้า ดวงตาสีเหลืองสดของมันเหมือนหมาป่า และกำลังมองลงมาที่ จิล ราวกับจะเหยียดหยามเผ่าพันธุ์
“เจ้านี่ไม่ใช่ สัตว์ป่าแถวนี้หนิ… ซารีเบล เธอหลบไปก่อน”
“อะ เอ่อ ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ พี่กอดหนูแน่นมากเลยนะคะ”
ซารีเบลก้มหน้าก้มตา พูด ขณะที่ยังอยู่ในอ้อมกอด จิล
“ว๊าก !! ขอโทษที เป็นห่วงมากไปหน่อยอ่ะ”
จิลเกาหัว แกรกๆ เบือนหน้าหนี ตอนนี้หน้าของเขาแดงพอๆกับเจ้ามังกรตัวนั้นเลย
จิลลุกขึ้นยืน หันไปเผชิญหน้ากับ มังกรตัวนั้น ถามคำถามที่ไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจหรือป่าว
“เฮ้ย !! แกน่ะ แกมาทำอะไรในป่านี้ แล้วทำไมต้องตามล่าน้องฉันด้วย”
ฮูม~ !! มังกแดงส่งเสียงอยู่ในลำคอ

“ฆ่า..เจ้าหญิง ? … มันบอกว่า ได้รับคำสั่งให้ฆ่าเจ้าหญิงภูติค่ะ พี่”
ซารีเบล เป็นคนแปลคำพูดของมังกรให้จิลฟัง
“เจ้าหญิงอะไรนั่น? …เธองั้นเหรอ !!”
“หือ…ไม่รู้สิค่ะ”
ซารีเบลพูดพร้อมเอียงคอสงสัย

ทั้ง 2 ฝ่าย ยืนนิ่งไม่ขยับ ต่างฝ่ายต่างรอดูเชิง หากพลาดหมายถึง ชีวิตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่
“เฮ้ย!!  แกน่ะ ใครเป็นคนออกคำสั่ง แล้วเจ้าหญิงที่ว่ามันยังไงกันแน่”
จิลตัดสินใจ ลองคุยกับมันอีกครั้ง
ฮูม~ !!

“มันตอบกลับมาแล้วสินะ มันว่าไงบ้าง ซารีเบล ?”
“เอ่อ..หนูไม่ค่อยเข้าใจนะคะ มันบอกว่าไม่สามารถเอ่ยชื่อของเจ้านายได้ คำสั่งคือ ฆ่าหนู”
“งี้ไม่มีทางเลือกแล้วสินะ เธอไปหลบตรงโน้นก่อน ซารีเบล”
วิกฤติสุดๆ จิลกุมขมับ เตรียมใจซัดกับ มังกร ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเอง 10 เท่า
“หนีกันเถอะ พี่บาดเจ็บอยู่นะ หนูไม่อยากให้พี่เป็นอะไร”
ซารีเบล ยืนก้มหน้าเล็กน้อย เชยตามอง  กำมือ 2 ข้างในท่าสวดมนต์ของชาวคริสต์ กำลังอ้อนวอนคนเป็นพี่ชาย
ดวงตาที่เพิ่งหลั่งน้ำตา กระทบกับแสงจันทร์ ส่องประกายแวววาวสดใส เหมือนกระจกสะท้อนภาพของผู้จ้องมอง
ภาพของซารีเบลในตอนนั้น สำหรับจิลแล้ว ‘น่ารัก อยากกอดไม่ปล่อยเลย’
“บะ บ้าแล้ว !!  ธะ เธอคิดว่าจะวิ่งหนีไอตัวที่บินได้ พ้นเหรอ”
จิลเกือบทำอะไรแปลกๆ กับซารีเบล ที่สำคัญต่อหน้าสัตว์ประหลาดด้วยสิ
“นี่ ไว้ใจพี่สิ เราจะกลับบ้านพร้อมกัน โอเคนะ? ”
จิลพูดพร้อมมอบรอยยิ้มที่อ่อนโยนให้ ซารีเบล มันช่วยทำให้เธอ อุ่นใจขึ้นมาก
“อื้อ~”
หลังจาก ที่ ซารีเบล หายไปในเงาของต้นไม้ เรียบร้อย จิล เป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปเปิดฉากโจมตีก่อน จิลกางเล็บของอสูรออกมาก (ยามปกติจะซ่อนไว้เหมือนแมว) หวังจะจบชีวิตเจ้ามังกรในครั้งเดียว
จิลพุ่งไปด้วยความเร็วขนาดที่ตาคนปกติทั่วไปมองไม่ทันแน่ พร้อมกระโดดหวังจะฟันคอของมังกร
เคล้ง !!
ราวกับเสียงของโลหะกระทบกัน กรงเล็บอสูรของจิล ที่เคยล้มสัตว์มานักต่อนัก ไม่สามารถทำอะไรเจ้ามังกรตัวนี้ได้

มังกร สวนจิลด้วยการหมุนตัวหวังที่จะเหวี่ยงหางที่มีหนาวแหลมรอบๆ ใส่จิล
ตูม !!
“อ..อั้ก”
แรงปะทะทำให้จิลลอยไปไกลเกือบ 10 เมตร
“พี่ !!”
เสียงของ ซารีเบล สั่น ด้วยความกลัวว่า จิล จะเป็นอะไรไป
“อย่าออกมานะ!!”  
“เฮ้ย !! ไอเจ้าจิ้งเหลนแดง จะเอาจริงแล้ว-”
ฟูมมม !!
จิลยังไม่ทันพูดจบประโยค มังกร ปล่อยลูกไฟใส่จิลเสียแล้ว
พละกำลังของ จิล ทำให้การออกตัว รวดเร็วพอที่จะหลบได้อย่างฉิวเฉียด
จิลกระโดดใส่เป้าหมายเดิม ตรงลำคอนั่นเอง แต่อาวุธที่ใช้แตกต่างไปจากเดิม จิลหมุนตัวกระทันหัน เหวี่ยงหางที่ตรงปลายมีลักษณะคล้ายหอกของเขา เฉือนตรงลำคอเจ้ามังกร
ฉัวะ !!  เสียงของมีคม เฉือนเนื้อออกจากกัน
ได้ผล!!
เลือดข้นๆที่ดูเหมือน ลาวา ไหลย้อยลงมาตามคอยาวๆของมัน เหมือนน้ำตก
ก๊าซซซซซซซ !!
มังกร ทรุดตัว ลงไปนอนราบกับพื้น พลางดิ้นด้วยความเจ็บปวดจนกระทั่ง หยุดแน่นิ่งไป


จบแล้วสินะ…. ความเงียบสงบมาเยือนอีกครั้ง
ความเหนื่อยและความอ่อนล้าที่สั่งสม กำลังโจมตี ใส่จิลเต็มๆ ทำให้ จิลไม่สามารถทรงตัวเอาไว้ได้ ทรุดลงไปนั่งคุกเข้ากับพื้น เลือดยังไหลออกจากแผลที่โดนหางมังกรตัวนั้นฟาด
“พี่ !! ไม่เป็นไรนะ”
ซารีเบล วิ่งออกมาประคอง จิลไว้ได้ทันก่อนจะล้มลง
“เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ”
“แปะๆ !! สมแล้วที่เป็นองค์ชายนะครับ ขนาดเพิ่งต่อสู้กับมังกรเป็นครั้งแรก ก็ทำได้ขนาดนี้เชียว”
เสียงปรบมือ แสดงความยินดีดังมาจาก ความมืดในป่า ถัดไปจากด้านหลังของมังกร ปรากฏเงาของคนผู้หนึ่ง
“แกเป็นใคร ?”
จิลพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาไม่นานบุรุษคนนั้น ก็ยืนอยู่ข้างๆศพของมังกร จากจุดนั้น มีแสงจากดวงจันทร์เพียงพอที่จะเผยให้เห็นโฉมหน้าของเขา!! มนุษย์คนนั้น มีทรงผมที่ดูยุ่งเหยิงสีทอง ใส่เสื้อคลุมกราวสีขาว ให้ความรู้สึกเหมือนจะเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์  ใบหน้ามีรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์
บวกกับดวงตาสีดำมืดสนิท บ่งบอกว่าบุรุษคนนี้ ไม่เป็นมิตรแน่ๆ
“รู้สึกว่า ด๊อกเตอร์ โอบายาชิ จะไมได้บอกอะไรพวกคุณ 2 คนเลยสินะครับ… ไม่ไหวเลยนะครับ ผู้หญิงคนนั้น เล่น ขโมยของของส่วนรวมมาใช้ตามใจชอบแบบนี้… แต่ก็เอาเถอะครับ เรื่องนี้ก็อยู่ในการคำณวณไว้แล้วเหมือนกัน ที่น่าตกใจก็คือพลังของคุณนั้นแหละครับ องค์ชาย จิล บาร์เล็ม ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถล้มมังกรที่เพิ่งสู้เป้นครั้งแรกได้นะครับ ผมชักอยากจะจับตัวคุณกลับไปใส่หลอดแก้วอย่างเคย ซะเดี๋ยวนี้เลยล่ะครับ หุหุ~”
“คะ คุณพูดเรื่องอะไรไม่ทราบคะ”
คนคนนี้เป็นมนุษย์ ไม่น่าจะมีมนต์ตรา คงไม่น่ากลัว …ซารีเบลคิดในใจแต่มือไม้ก็ยังสั่น
“หุหุ~ ส่วนตัวแล้วผมชอบ นิยาย ดราม่าด้วยสิครับไว้คุณไปถามคนที่ ขโมยพวกคุณไปเลี้ยงเถอะครับ ฝากบอกเธอด้วยนะครับ ว่าอย่าพยายามหนี ไปไหนอีก ไม่อย่างงั้นผมคงต้องเล่นรุนแรงกับเธอหน่อยแล้วล่ะครับ สำหรับองค์หญิงวันนี้ผมจะปล่อยไปก่อน แต่คราวหน้า ผมต้องฆ่าองค์หญิงให้ได้แน่ๆเลยครับ”
จู่ๆบุรุษคนนั้น ก็กำมือซ้ายแล้วยื่นออกมาด้านหน้า บริเวณหลังมือปรากฏ อักขระประหลาดๆ ลอยขึ้นเป็นแนวตั้ง พร้อมส่องแสงสีแดง ทำให้บริเวณนั้น ถูกตกแต่งไปด้วยแสงสีแดง ที่ประหลาดกว่านั้นคือ ร่างของมังกรที่นอนอยู่ข้างๆบุรุษผู้นั้น ส่องแสงแล้วแตกสลายเป็นเม็ดเล็กๆสีแดง คล้ายกับหิ่งห้อย หลังจากนั้นก็ลอยทะลุผ่านเข้าไปทางอักขระหรือจะเรียกว่าถูกอักขระดูดเข้าไปมากกว่า จนกระทั่งเม็ดสุดท้ายหายเข้าไป ก็เกิดแสงสว่างจ้า สีขาวโผลน พอทุกอย่างเป็นปกติ บุรุษคนนั้นก็หายไปเสียแล้ว
ระหว่างเดินทางกลับบ้านที่ดูเหมือนจะมีระยะไกลกว่าตอนเดินทางมา คงเป็นเพราะว่ามีคนเจ็บ ซารีเบล เลยต้องทำหน้าที่ประคองจิล ค่อยๆเดินกลับมา ซึ่งระหว่างทาง จิลใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเอง และ ซารีเบล ก็คงจะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน เพราะจิลเห็นเธอเดินก้มหน้าไม่พูดจาอะไรเลย จิลรู้สึกเรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากถึงแม้ตามความจริงเวลามันจะผ่านไปหลายชั่วโมง
มีแต่เรื่องที่ จิล ไม่เข้าใจทั้งนั้น “ด๊อกเตอร์ โอบายาชิ หมายถึง คุณยูคิเมะ สินะ” เธอขโมยอะไรมากันนะ แล้วไหนเรื่องที่เขาจะถูกเรียกว่า องค์ชายล่ะ ที่ซารีเบลเป็นเจ้าหญิงล่ะ ทำไมสัตว์อย่างมังกรถึงมีเจ้านายเป็นมนุษย์ล่ะแถมเขายังใช้มนต์ตราได้อีกด้วย ไม่ใช่ว่ามีแต่ ภูติ งั้นเหรอที่ใช้มนต์ตราได้แม่ปิดบังอะไรเราอยู่กันนะ
อยู่ๆ ซารีเบล ก็ตัวสั่นขึ้นมา เหมือนเธอกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง คิ้วของเธอขมวดเข้าหากัน ราวกับพยายามทำใจแข็งสั่นสู้กับอะไรบางอย่างอยู่
“นี่ ซารีเบล”
จิลหันไปเรียกซาริเบล แต่ดูเหมือนเธอจะจมอยู่กับความคิดของเธอไม่ได้ยินเสียงของจิล
“นี่ !!”
“หือ? หา? คะ ค่า !!”
อยู่ๆ ซารีเบล ก็ยืดตัวตรงมือแนบข้างกายเหมือนทหารที่กำลังยืนต้อนรับผู้พัน ทำให้จิลที่ถูกประคองอยู่ ไม่ทันตั้งตัวร่วงลงไปกองกับพื้น
“โอ้ย!!”
แผลเปิดอีกแล้ว
“ว๊าย !! ขอโทษคะ หนูคิดอะไรเพลินไปหน่อย”
ซารีเบล อุ้มจิลขึ้นมาประคองอีกครั้งแล้วออกเดินต่อ
“นี่ พี่ไม่รู้หรอกนะ ว่าเธอคิดอะไรอยู่? แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..พะ..พี่ ก็จะเป็นพี่ของเธอตะ…ตลอดไป แล้วก็…จะ คะ..คอยปกป้อง ธะ..เธอด้วย”
จิลเบือนหน้าหนี พร้อมเกาหัวแกรกๆ
“ขอบคุณนะคะ ….ตะ...แต่จะเป็นแค่ พะ...พี่ตลอดไปเลยเหรอคะ?”
ซารีเบลรู้สึก ตัวร้อนฉ่า~
“หือ? หมายความว่ายังไงเหรอ”
จิลหันมามองหน้า ซารีเบล เพราะ ไม่เข้าใจคำถามของเธอ
“โธ่~ ในฐานะพี่ชาย หนูให้คะแนนเต็ม แต่ในฐานะเด็กผู้ชาย น่าให้เจ้ามังกรตัวเมื่อกี้กินไปซะเลยนะคะ”
บู~ ซารีเบลทำแก้มป่อง แล้วปล่อยจิลให

โดย : aodz3210

โพสเมื่อ: 24 ก.ย. 2554 00:00:00

ความเห็นที่ 1

ยาว ยาวโค_ร

โดย : i_am_poji

โพสเมื่อ: 25 ก.ย. 2554 00:00:00

ความเห็นที่ 2

แหะๆๆ ขอบคุณที่เข้ามาชมครับ อ่านจบแล้วช่วยเม้นจะดีมากเลย เม้นหนักเบาไม่ว่ากัน อิอิ

โดย : aodz3210

โพสเมื่อ: 25 ก.ย. 2554 00:00:00

ความเห็นที่ 3

อ่านดูเล่น ๆ นี่มันแนว "ค้ำคอร์" เปล่าครับ อิอิ

สนุกใช้ได้เลย

โดย : BACARDI

โพสเมื่อ: 29 ก.ย. 2554 00:00:00

ความเห็นที่ 4

ขอบคุณครับที่เข้ามาชมนะครับ .... พยายาม ใส่หลายๆรูปแบบตัวละครเยอะมาก นี่แค่ เริ่มต้นปูทางเอง ครับ

โดย : aodz3210

โพสเมื่อ: 30 ก.ย. 2554 00:00:00

ความเห็นที่ 5

โดย : pin_patlada

โพสเมื่อ: 6 ก.พ. 2555 00:00:00

สินค้าในตะกร้า

จำนวนสินค้า 0 ชิ้น
จำนวนชนิดสินค้า 0 ชนิด

ตะกร้าสินค้า

สินค้าในตะกร้า! ไม่มีสินค้าในตะกร้า