เข้าสู่ระบบ
ค้นหา
สถิติ
  • มีผู้เยี่ยมชม Site Meter คน

    ตั้งแต่ วันที่ 10 กันยายน 2550

หัวข้อ: light novel แต่งเองครับพึ่งหัดแต่ง

light novel แต่งเองครับพึ่งหัดแต่ง

ตอนนี้ของแค่บทนำนะครับ พยายามแต่งให้คนที่ชอบแนวๆนี้ครับ

คำถามที่ว่าเชื่อเรื่อง เวทย์มนต์ หรือ พลังเหนือธรรมชาติ รึป่าว  ถึงจะเป็นคำถามทั่วไปที่คิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แล้วไม่ต้องคิดจริงจังก็ตามที แต่ถ้าถามผมว่า เชื่อเรื่อง นักเวทย์ ผู้มีพลังวิเศษ  ผี หรือ ภูพราย ต่างๆ ผมก็คงจะตอบไปอย่างมั่นใจว่าของแบบนั้นผมเลิกเชื่อไปนานแล้ว
แต่เพราะความชั่งสงสัยของผมมันคิดว่าทั้งๆที่มันเป็นเรื่องที่จริงที่ใต้สำนึกของคนรานั้นก็น่าจะคิดได้ แต่ทำไหมก็ยังมีคนเชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์ อยู่เต็มไปหมดต่างหาก แต่จะว่าไปพวก แวมไพร์ มนุษย์หมาป่า มนุษย์พลังจิต หรือ พวกผีต่างๆ ที่อยู่ใน หนัง หรือ การ์ตูน ผมเองก็เคยเชื่อว่ามันมีอยู่จริงๆอยู่นานเลยหละ ไม่สิผมคงรู้อยู่แล้วหละว่ามันไม่มีอยู่จริง แต่ว่าในส่วนลึกของจิตใจของก็คงอยากจะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง และอยากจะเห็นมันด้วยตาของผมเองด้วยซ้ำ
แต่ว่าในความเป็นจริงความคิดที่ว่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น   จะเป็นสิ่งดีที่ไม่ทำให้เราจมปรักอยู่แต่ในจิตนการ มันทำให้ผมเริ่มเมินเฉยกับเรื่องเหลวไหลพวกนี้  นักเวทย์ ผู้มีพลังวิเศษ  ผี หรือ ภูพราย พวกนั้นไม่มีจริงหรอกมันคงจะถูกสร้างขึ้นจากจิตนาการ บวกกับความกลัวของคน ในสมัยก่อนจนมีตัวตนขึ้นมาก็เท่านั้น
แต่ผมก็อยากให้มีจริงอยู่นิดๆเหมือนกันนะ จนกว่าผมจะโตแล้วลืมๆเรื่องพวกนี้ไปได้สักทีน่ะนะ ในช่วงนี้ ที่ผมกำลังจะจบมัธยมต้นผมก็แทบจะล้มเลิกกับสิ่งเหลวไหลเด็กๆพวกนั้นไปจนหมดสิ้น และเริ่มเคยชินกับโลกแห่งความเป็นจริงซักที
จนกระทั้งถึงตอนนั้น ตอนที่ได้เจอยัยนั้น เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่บังเอิญมาสนใจในตัวผม ถ้าเป็นปกติก็คงจะดีใจจนพูดว่า lucky แต่ถ้าหวังแบบนั้นก็คงจะบ้าแล้วแน่ๆ ทว่าเธอกลับไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วๆไป เพราะการที่ผมเจอเธอนั้น ทำให้ผมรู้ตัวว่ากลายเป็นสิ่งที่ผมไม่เชื่อว่าผมอยู่จริงไปแล้ว ชีวิตประจำวันของผมเปลี่ยนไปจนไม่อาจจะย้อนคืน ผมเองก็ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าวันนั้นผมเดินตรงกลับบ้านไปโดยไม่เจอเธอนั้นจะเป็นยังไงกันนะ ฉะนั้นตัวผม ทาคิซาว่า ยูโตะ จึงคิดว่าผู้หญิงแบบนี้  ผมไม่เจอซะก็ดี

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 30 พ.ค. 2555 00:00:00

ความเห็นที่ 1

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 31 พ.ค. 2555 00:00:00

ความเห็นที่ 2

ยอดมากเลยครับ

โดย : sabsak12345

โพสเมื่อ: 30 ส.ค. 2555 00:00:00

ความเห็นที่ 3

ถึงจะไม่ค่อยมีใครเข้ามาดู แต่ขอบคุณที่ คอมเม้น นะครับ

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 1 ต.ค. 2555 00:00:00

ความเห็นที่ 4

น่าจะอธิบายลักษณะตัวละครให้มากกว่านี้นร้านึกภาพไม่ออกอ่ะคับ

โดย : veezapoop

โพสเมื่อ: 19 ธ.ค. 2555 00:00:00

ความเห็นที่ 5

เอาแบบบอกลักษณะเด่นของตัวละคร

มีผมสีเกาลัดในตากลมโตเป็นประกายมีปากสีชมพูรูปร่างดูเพรียวบางน่าถนุถนอม  อะไรประมาณเนียน่าจะดี

โดย : babydang21

โพสเมื่อ: 30 ธ.ค. 2555 00:00:00

ความเห็นที่ 6

คร้าบๆๆๆ จะลองๆดู

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 23 ก.พ. 2556 00:00:00

ความเห็นที่ 7

ที่แรกกะว่าถ้ามีคนมาเม้นเกินกว่า 5 เม้นจะแต่งต่อแต่งมันคงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ว่างๆก็เลยแต่งต่อครับ

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 28 ก.พ. 2556 00:00:00

ความเห็นที่ 8

อาจจะมีคำผิดอยู่บางนะครับยังไม่ได้เช็ค

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 28 ก.พ. 2556 00:00:00

ความเห็นที่ 9

ผมขอคอมเม้นนะครับ ที่จะบอกกต่อไปนี้ไม่ได้มีเจตนา ดูถูก หรือ อะไรทั้งสิ้น แต่แค่อยากให้คำแนะนำครับ
: พอผมได้อ่านช่วงบรรทัดที่ 1-9 รู้สึกมันใช้คำเปลืองไปหน่อยรึป่าวครับถึงจะเป็นนิยายก็เถอะน่าจะกระชับให้ได้ใจความกว่านี้ แล้วพออ่านต่อไปผมก็เดาได้เลยว่ามันจะมีอะไรต่อไป = = เพราะรู้สึกเค้าโครงของเรื่องมันเหมือนๆกับการ์ตูนหลายๆเรื่องที่เคยดูมา
แต่ที่ผมบอกก็ไม่ได้หมายความว่าคุณลอกมานะครับ แต่จะแนะนำว่า 'ควรทำให้คาเรคเตอร์ของตัวละคร นั้น เหมาะสมมากที่สุดกับ พล็อตเรื่อง แล้วก็ดึงคาเรคเตอร์ให้มีอารมณ์มากที่สุดครับ' ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้มากอาจจะผิดๆถูกบ้างก็ได้ครับ ถ้ายังไงก็ลองศึกษาที่นี่ดูครับ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=628216 ปล. ผมก็เคยคิดจะแต่งนิยายเหมือนกัน (ฮา)

โดย : golf143

โพสเมื่อ: 1 เม.ย. 2556 20:48:36

ความเห็นที่ 10

อันข้างบนมันแค่บนนำเขียนโก๋ๆ ครับคือเนื้อหาจริงๆของมันหายไปตั้งแต่ตอนที่ปรับปรุงเวปหน่ะครับ

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 27 เม.ย. 2556 22:45:54

ความเห็นที่ 11

ฤดูร้อนแรกหลังจากปิดเทมอกลางภาคได้ไม่นาน ชีวิตมัธยมต้น ปี3 ภาคเรียนที่ 2 ของผมกำลังจะเริ่มขึ้น การไปโรงเรียนแต่เช้าวันแรก เป็นเช้าที่เหมือนเดิมและเหมือนจะดำเนินแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ตัวผมในตอนนั้นไม่นึกเลยว่าจะมีบ้างสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมเกิดขึ้น และ หลังในเสี้ยววินาทีนั้น ผมก็มองเห็นความตายของตัวเอง ในเวลาต่อมาก็มีแค่ผมกับ เขา ชายผู้มีผมสีดำ ตาสีแดงเหมือนยักษ์คนนั้น ในวันนั้นโลกที่ผมเคยอาศัยอยู่ก็พังทลายลง
“นี่ ตื่นได้แล้วน่า หมดช่วงคาบเช้าแล้วนะ”
ผมตื่นขึ้นมาจากโต๊ะเรียนที่ผมเรียนนั่งเป็นประจำ เมื่อผมลองเงยหน้าขึ้นปุบก็พบกับใบหน้าที่ผมคุ้นเคย เป็นใบหน้าของ อายูมิ เพื่อนสมัยเด็กของผม เธอมักจะอยู่กับผมเป็นประจำและคอยดูแลผมเสมอ ซึ่งผมตามปกตินั้นผมไม่สนิทกับผู้หญิงเท่าไหร่ แต่คงเพราะ ผม กับอายูมิ รู้จักมานานกว่าคนอื่นล่ะมั้ง ที่ทำให้ผมนั้นสนิทกับอายูมิได้
“ไม่ไหวเลยนะหลับตั้งแต่วันเรียนวันแรก”
“โทษทีๆ”
คงเป็นเพราะพึ่งจะผ่านช่วงหยุดยาวมาหมาดๆ และผมนั้นเป็นพวกที่ชอบตื่นสายซะด้วยแถมวันนี้ผมดันเผลอตื่นเช้าผิดปกติ พอถึงการเรียนวันแรกผมก็เลยมีสภาพอย่างที่เห็น แต่ผมเองก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่มาแอบหลับอยู่ในห้องเรียนตั้งแต่เช้าแบบนี้
“หืม อายูมิ มีอะไรหรอ ?”
ผมพูดโดยที่ยังฟุบหมอบอยู่กับโต๊ะ
“โธ่ ยังจะมา “มีอะไร” อีกยูโตะน่ะเล่นหลับไปตั้งแต่เช้า ก่อนอาจารย์เข้าเลยนะ อาจารย์เข้ามาปลุกเธอตั้งหลายรอบแต่เฮก็ไม่ยอมตื้น ”
พอได้ยินแบบนั้นผมก็พยายามจะดูนาฬิกาที่มือซ้ายของผม เนื่องจากผมนอนฟุบอยู่กับโต๊ะเรียน ผมจึงต้องยืดตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นนาฬิกา แต่ผมยืดตัวขึ้นผมก็เริ่มตาสว่างขึ้น ตอนนี้เป็นเวลา เที่ยงสิบนาทีซึ่งเป็นเวลาพักกลางวันของของนักเรียน ซึ่งตอนนี้ผมเองก็เริ่มหิวขึ้นมาเล็กน้อย
“นี่ อายูมิ ไปหาไรกินกันไหม”
“นี่ พอตื่นมาก็กินเลยหรอ แต่ฉันก็หิวเหมือนกัน งั้นเราไปโรงอาหารกันเถอะ”
พอผมลุกขึ้นยื่น อายูมิ ก็เข้ามาจับที่ปกเสื้อของผม พร้อมกับจัดให้ผม ปกเสื้อของผมมันคงจะยับตอนผมนอนอยู่กับโต๊ะ พออายูมิเห็นก็คงพยายามจะจัดให้ผม

แต่ทันใดนั้นเองผมก็รู้สึกถึงสายตาที่เข้ามาทิ่มแทงเข้ามา ผมลองเหลือบมองรอบตัว มีผู้ชายหลายคนจ้องมองปานจะกินเลือดกินเนื้อ ตอนนั้นเองผมก็นึกได้ว่าอายูมิเอง ก็เป็นดาวเด่นประจำโรงเรียนซึ่งก็มีพวกผู้ชายชอบอยู่หลายคนด้วยกัน แต่รู้สึกว่าเจ้าตัวเองก็ไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองดังขนาดไหน
เมื่อผมลองมองไปที่ อายูมิ เพื่อที่จะบอกใบ้ให้หยุดจัดปกเสื้อให้ผม แต่รู้สึกว่าเธอเองจะไม่เก็ตเลยแม้แต่น้อย ผมจึงเอามือของผมแทรกไประหว่างที่มืออายูมิกับปกเสื้อแล้วปัดมือของอายูมิออกจากปกคอเสื้อของผม แล้วจัดให้มันเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
“แค่นี้ฉันทำเองได้น่า”
ผมพูดเพื่อไม่ให้เคนรอบข้างเข้าใจผิด แต่ถึงผมอย่างนั้นแต่เมื่อผมลองชำเลืองมองไปรอบๆก็ยังคงมีคนจ้องมองมาที่ผมอยู่เหมือนเดิมผมจึงตัดสินใจหันหน้ากลับ
แต่พอผมมองกลับมาที่ อายูมิ เธอกลับมีน้ำตาคลอเป๋าจ้องมาที่ผม อายูมิเองก็ขี้แยเหมือนกันแฮะแต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาคิดอะไรแบบนั้น ผมรีบพูดเตือนสติตัวเอง
พอผมเห็นอายูมิอยู่ในสภาพนั้นก็เล่นซะผมทำอะไรไม่ถูก คงเป็นเพราะผมไปปฏิเสธความหวังดีของเธอแหงๆจึงทำให้เธออยู่ในสภาพนี้ ผมจึงตัดสินใจคว้ามือขวา อายูมิ แล้วรีบเดินออกจากห้องทันที
เมื่อผมเหลียวหลังมอง อายูมิ อายูมิเองก็ได้แต่โดนผมลากออกนอกห้อง แต่เมื่อเธอมองลงมาที่มือขวาที่จับมือผมอยู่นั้น เธอก็ใช้มือซ้ายเช็ดน้ำ รู้สึกว่าเธอจะมีสีหน้าอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย
เมื่อผมลากอายูมิมาถึงบันได ซึ่งโรงอาหารอยู่ชั้นหนึ่งแต่ห้องเรียนของผมอยู่ชั้นสามซึ่งยังไงก็ต้องเป็นทางผ่านไปโรงอาหารอาหารอยู่แล้ว แต่ผมเองก็จะอยู่คุยกับอายูมิเสียก่อนเพราะเพราะฉะนั้นผมจึงต้องหาเรื่องคุยเพื่อขอโทษเธอก่อน ผมจึงหยุดที่บันได ระหว่าง ชั้นสองและชั้นสาม
“เมื่อกี้ ขอโทษนะ”
“ไม่หรอกฉันจุนจานเองแหละ”
แต่พอผมได้ยินเธอพูดโทษตัวเองมันก็ยิ่งทำให้ผมปวดใจมาขึ้นไปอีก ผมจึงคิดที่จะทำให้เธอร่าเริงขึ้นโดยพยายามที่จะหาเรื่องคุย
“ฉันน่ะจริงๆแล้วฝันเรื่องเดิมๆตลอดเลย”
“เป็นฝันแบบไหนล่ะ”
เธอตอบกลับมาเสียงใสผิดกับเมื่อกี้นี้อยู่ดีๆเธอก็ร่าเริงขึ้นมาจนผมแทบตกใจ พอเห็นเธอกลับมาร่าเริงได้ผมก็ดีใจ
“ไม่บอกดีกว่ามันน่าอาย”

“ไหงงั้นอะ มันสงสัยนะ”
“เรื่องมันยาวน่ะ”
ผมจึงพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย
“ฉันมีเวลาตลอดพักเที่ยงนะ”
ที่จึงผมกะจะหาเรื่องคุย ให้เธอรู้สึกดีขึ้นชึ้นแต่เธอดันกลับมาร่าเริงก่อนที่ผมจะเพิ่มพาเธอคุยนะสิ ผมรู้สึกว่าถ้าเล่าเรื่องในฝันไปผมจะรู้สึกเหมือนเสียของไปฟรีๆยังไงยังงั้น แต่พอผมมองไปที่ อายูมิ ด้วยสายตาที่อายูมิมองผม ผมก็ยอมใจอ่อนจนได้
………………………………………………………………………………………………………………………………
ในความฝัน
ตอนเด็กๆ ผมอาศัยอยู่ในบ้านทรงญี่ปุ่นหลังนึ่ง ถึงจะไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ก็ใหญ่พอที่จะให้ครอบครัวใหญ่ๆมาอยู่ได้สบาย
ผมมักจะเล่นอยู่ในสวนของบ้านนั้นอยู่เสมอ จนกระทั้งวันหนึ่ง มีเด็กผู้หญิงที่อายุพอๆกับฉัน มานั่งเล่นอยู่ในตรงที่ฉันเล่นประจำเท่าที่ผมจำได้เธอมีผมดำ ยาวจนถึงคอ สวมชุดยูคาตะสีขาว ส่วนอย่างอื่น แม้แต่ใบหน้าของเธอนั้นฉันเองก็นึกไม่ออก แต่ที่จำได้แม่นนั้นก็คือ เธอเป็นคนขี้อายเอามากๆ เพราะแค่เมื่อผมสบตาเธอ เธอก็จะหลบสายตาในทันที ที่แรกผมคิดว่าเธอนั้นคงไม่ชอบผม ผมจึงพยายามที่จะเดินจากไป
“นี่ มานี่สิมีคนอย่างจะให้รู้จัก”
มีพี่ชายที่อายุน่าจะมากกว่าผมเล็กน้อยเรียกให้เข้าไปหา แต่ผมในตอนนี้ ผมเองก็จำไม่ได้ว่าพี่ชายคนนั้นหน้าตายังไง สีผมอะไร แต่ที่จำได้ก็เขาเป็นคนใจดีมากๆจนผมนับถือเท่านั้น
“เด็กผู้หญิงคนนี้ชื่อ ***จังนะ ต้องอยู่ด้วยกันอีกนานสนิทกันไว้หละ”
จากนั้นเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ก้มลงโค้งผม ผมจึงโค้งตอบเด็กผู้หญิงคนนั้น
“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อ***”
“นี่ๆ ***จัง มาเล่น มาเล่นกับฉันไหม”
คงเป็นเพราะตอนนั้นผมยังเป็นแค่เด็ก เมื่อเจอคนอายุ เท่ากันผมก็เลยชวนเธอเล่น เด็กผู้หญิงคนนั้นก็พยักหน้าตอบโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ ส่วนพี่ชายก็เดินหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ แต่ในตอนนั้นผมดีใจมากที่เธอตกลงที่จะมาเล่นกับผม

ในตอนนั้นผมกับเธอได้เล่นลูกบอลกัน ถึงจะเล่นแค่โยนไปโยนกลับ แต่ผมก็ยังสนุกเพราะผมนั้นตามปกติก็มักจะเล่นคนเดียว เพราะในบ้านแห่งนั้นไม่มีใครที่อายุเท่าๆผมให้เล่นด้วยเลย
เมื่อเล่นกันไปได้สักพักผมกับเด็กผู้หญิงคนนั้นเริ่มเหนื่อยจึงหยุดการเล่นไว้แค่นั้นแล้วหันมาดูปลาในสระเล็กๆที่อยู่ในส่วนนั้นแทน
แต่เมื่อพอผมส่องลงไปในน้ำเงาในตัวของผมก็กลายเป็นผู้ชายอายุประมาณ 18-26 แทนที่จะเป็นเงาตัวผม และผู้ชายคนนั้นก็โค้งให้ผม
ในตอนนั้นเองตัวผมตกใจจนร้องเสียงดังลั่นบ้านเลยที่เดียวผมกลัวจนต้องหนีไปกอดกับเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ เด็กผู้เธอคนนั้น ก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจเลยแม้แต่น้อย เธอกลับเอยคำที่ผมไม่คิดว่าเธอจะพูดออกมา
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ฉันอยู่ตรงนี้เราจะอยู่ด้วยกันเพราะงั้นไม่ต้องกลัวนะ”
เธอพูดออกมาพร้อมกับเอามือลูบหลังผม
“เธอน่ะทั้งขี้กลัว แล้วก็ขี้เหงาเหมือนฉันเลยนะ ฉันชักจะชอบเธอขึ้นมาแล้วสิ”
เธอเว้นระยะห่างระหว่างประโยคเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา
“ฉันเริ่มจะชอบเธอแล้วสิ”
เมื่อเธอพูดจบ เธอก็หลับตาแล้ว พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆผมจนกระทั้งริมฝีปากของเธอกระกบเข้ากับริมฝีปากของผม
………………………………………………………………………………………………………………………………
เมื่ออายูมิได้ฟังที่ผมเล่า ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก็หัวเราะออกมาไม่หยุด
“อย่าหัวเราะสิ เธอเป็นคนบอกให้เล่าไม่ใช่หรอ”
“ขอโทษๆมันกลั่นไว้ไม่อยู่”
แต่พอผมเห็นอายูมิ ยิ้มได้ผมเองก็เริ่มสบายใจขึ้นเล็กน้อย
“ก็แหม่ บ้านยูโตะไม่ใช้ทรงบ้านญี่ปุ่นสักหน่อยนิ แล้วเด็กผู้หญิงที่ยูโตะบอกว่าขี้อายจะกล้ามาบอกว่าชอบได้
ง่ายๆหรอ แถมยูโตะน่ะเป็นพวกเข้ากับผู้หญิงไม่ค่อยได้แต่กลับทำให้ผู้หญิงที่เจอครั้งแรกชอบได้ มันไม่เวอร์ไปหน่อยหรอ”
ก็จริงอย่างที่อายูมิพูด ในความฝันของผมมีข้อที่แตกต่างจากความจริงเต็มไปหมดซึ่งมันไม่น่าจะเป็นความจริง แต่เพราะ อะไรก็ไม่ทราบได้ที่ทำให้ผมฝันแบบนั้นได้ตลอด แต่เด็กผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ใช่ผมด้วยซ้ำเพราะรู้สึกว่าทั้งพี่ชาย
และเด็กผู้หญิงคนนั้นจะเรียกชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่ชื่อผม
“จะว่าไป ฉันอาจจะเอาสถานที่ๆเคยเห็นมารวมกับประสบการณ์เล่นสมัยเด็กทำให้ฝันเรื่องแบบนั้นก็”
“ดีไม่ดีเด็กผู้หญิงคนนั้นฉันอาจจะเป็น อายูมิ ก็ได้นะ”
หลังจากนั้นอายูมิหน้าแดงถึงใบหู พอผมเห็นแบบนั้นผมก็นึกได้ทันที เราสองคนต่างก็หลบสายตาซึ่งกันและกัน คงเป็นเพราะผมพูดออกไปไม่ยั้งคิด ถึงบรรยากาศจะไม่เลวร้ายอะไรนัก แต่ก็ทำให้ผมมองหน้าอายูมิไม่ติด
ก็ไม่แปลกเลยที่พวกเราจะรู้สึกเขิน เพราะผมพูดไปในแนวนั้นก็เท่ากับว่าผมไปสารภาพรักกับอายูมิยังไงอย่างงั้นไม่สิน่าจะบอกว่า ไปบอกว่าเธอคือรักแรกของผมมากกว่า ผมเองก็ลนลานจนทำอะไรไม่ถูก
“คงไม่ใช่ฉันหรอก ฉันน่ะตอนเด็กๆไว้ผมยาวจนเกินไหล่ตลอด”
อายูมิพูดขึ้นโดยที่ไม่มองหน้าผม แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ผมยืนอึงจนไม่รู้อะไร
“งั้น เองหรอ ฉันว่าเรารีบไปโรงอาหารกันเถอะ”
เพื่อที่จะแก้สถานการณ์จึงพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่อง ผมในตอนนี้คงดูไม่ได้แน่ๆ เนื่องจากอาการเขินผมจึงรีบเดินโดยพยายามไปให้ถึงโรงอาหารให้เร็วที่สุด เมื่อถึงโรงอาหารผมกับ อายูมิก็แยกกันซื้อไปซื้ออาหาร แต่เมื่อผมซื้ออาหารเสร็จ ผมก็พยายามที่จะหาที่นั้ง ผมก็บังเอิญไปเห็น ฟูตะ เข้าพอดี ผมจึงเดินเข้าไปหา
ฟูตะ เป็นเพื่อนสนิทของผมหมอนี่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส ถึงชื่อจะญี่ปุ่นแต่หน้าตากลับไม่เหมือนคนญี่ปุ่นเลยสักนิด เจ้านี่จึงเป็นหนุ่มผมทองที่สาวๆแอบชอบอยู่หลายต่อหลายคน แต่เจ้าตัวกลับรู้สึกว่าจะไม่รู้ถึงเสน่ห์ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“ไง ตื่นแล้วหรอพ่อัจฉริยะขี้เซา”
พอผมมาถึงฟูตะก็แซวผม ซึ่งเป็นนิสัยปกติของหมอนี่ที่ชอบแซวคนอื่นเวลาพบเจอ แต่ถึงจะเห็นเหมือนคนปกติธรรมดาแต่เจ้าหมอนี่นะโอตาคุสาวชั้นดีเลย
“เอ่อ ตื่นแล้ว”
ผมพูดออกไปส่งๆ พร้อมกับนั่งข้างๆฟูตะ
“แอบลงมากินก่อนไม่ชวนฉันเลยนะ แก”
“ก็ฉันปลุกนายไม่ตื่นนี่ รู้ไหมฉันกะจะเอาหนังสือเรียงบนหัวแกเลยด้วยซ้ำ”

ระหว่างที่ฟูตะกำลังพูด อายูมิก็เดินเข้ามา จากทางไหนก็ไม่ทราบได้แต่เมื่ออายูมิมาถึงอายูมิก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผมกับฟูตะโดยไม่พูดอะไร แต่เมื่ออายูมิมานั่งตรงหน้าผม พอผมมองไปที่อายูมิ อายูมิก็หลบสายตาผม พอผมเห็นยังงั้นผมก็หลบสายของ อายูมิแล้วมองไปที่ ฟูตะ เหมือนเดิม
ฟูตะทำหน้าแปลกจ้องมาทางผม พร้อมกับยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
“นี่ ที่นายตื่นได้เนี้ย เพราะรับจุมพิตจาก องค์หญิงอายูมิมา รึป่าว”
พรวด
ผมแทบจะสำลกส่วนอายูมิก็เหมือนกับเพราะตกใจอะไรบ้างอย่าง เธอทำตาโต เอามือทั้งสองข้างปิดที่ปาก ท่าทาง
สติของเธอคงใกล้จะหลุดออกไปเต็มที่
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อยเฟ้ย”
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อยนึง”
ทั้งผมและอายูมิก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน
“รู้สึกว่าพวกนายจะใจตรงกันไปไหมเนี้ย ขนาดพูดพร้อมกันเลยเนี้ย ฉันชักจะอิจฉา ซะแล้วสิ”
“นี่ๆ ให้มันรู้จักพอสะมั้งเถอะแก แล้วอีกอย่าง อย่างแกน่ะหาผู้หญิงได้สบายอยู่แล้วไม่ใช่รึไงฟะ”
“แต่ที่ผ่านมายังไม่มีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตฉันสักคนเลยนะ เพื่อน”
ผมละอยากจะชกหน้ามันสักทีจริง เจ้านี่มันจะเซอร์ไปไหนกันนะทั้งๆมีผู้หญิงรายล้อมอยู่แท้ๆแต่กลับไม่รู้สึกตัวทั้งๆที่ผมนอกจากอายูมิ แล้ว กับผู้หญิงคนอื่นก็แทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ
ตอนเมื่อผมลองชำเลืองไปที่อายูมิ ตอนนี้เธอแข็งทื่อกลายเป็นหุ่นขี้ผึง ผมจึงพยายามเรียกสติเธอคืนมา
“อายูมิ ! รีบๆกินเถอะไม่ต้องไปสนใจหรอก”
เมื่อผม อายูมิ ฟูตะ ทานเสร็จแล้ว พวกเราก็รีบเดินขึ้นห้องไปพร้อมกันก่อนจะหมดเวลาพัก
เมื่อชั่วโมงเรียนช่วงบ่ายจบก็ลงเป็นเวลาสี่โมงเย็น เมื่อผมลองหันไปทางฟูตะ ฟูตะเองก็หายไปจากห้องเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ ผมกับอายูมิจึงเดินลงจากอาคารไปพร้อมๆกัน เมื่อผมและอายูมิเดินมาถึงหน้าอาคารเรียนผมก็คิดอะไรขึ้นมาได้
“อายูมิ”
“อะไรหรอ?”
“วันนี้ ฉันอยากจะไปที่ชมรมเค้นโด้หน่อยน่ะ”
ผมเป็นคนของชมรมเค้นโด้ครับ ถึงจะฝึกมาตั้งแต่ตอนอยู่ประถม แต่ก็ไม่เคยจะไปแข่งอะไรกับเขาเลย เพราะเนื่องจาก
สมาชิกชมรมอันมีกันแค่ไม่กี่คนทำให้ไม่สามารถลงแข่งขันได้ แต่เค้นโด้ก็เป็นสิ่งที่ผมรัก และอยากจะเล่นเค้นโด้ต่อไปต่อให้ไม่ได้ไปแข่งอะไรก็ตาม
วันนี้ถึงจะเป็นวันแรกของการเปิดการเรียนเทมอ 2 แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าร่างกายเริ่มฟืดๆ คงเป็นเพราะผมหยุดการฝึกเอาไว้นาน ถึงจะออกกำลังกายตอนช่วงเย็นให้พอเหงื่อออกบางแต่ก็เทียบกับการเล่นเค้นโด้ไม่ได้ไม่ได้ ดังนั้นผมจึงตั้งใจว่าหากเปิดเทมอเมื่อไหร่ผมต้องทำให้ร่างกายฟิดเหมือนเดิมให้ได้
ผมนั้นไม่อยากให้อายูมิมาเสียเวลากับผม แรกเริ่มเดิมทีเธอมักจะกลับบ้านช้า เพราะรอให้ผมฝึกเค้นโด้เสร็จแล้วจึงกลับบ้านพร้อมกัน ทำให้คนที่บ้านของเธอนั้นเป็นห่วงกันอย่างมาก ผมจึงอยากให้อายูมิกลับไปที่บ้านโดยไม่ต้องรอผม
“อายูมิกลับไปก่อนเลยก็ได้นะ”
แต่พอผมพูดไปแบบนั้นเธอก็ทำหน้าเศร้า เหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่ได้ร้อง ในตอนที่ผมคิดว่าควรจะทำอย่างไรดีอยู่นั้น

“เข้าใจแล้ว แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ”
อายูมิ คงจะฝืนพูดออกมา แค่ผมมองสีหน้าเธอผมก็รู้ ผมเองก็เจ็บใจอยู่เหมือนกันเพราะผมทำให้เธอต้องเศร้าเพราะความเห็นแก้ตัวที่อยากจะฝึกเค้นโด้ของผม แต่ถึงอยากนั้นเธอก็ยังคงพยายามที่จะยิ้มก่อนที่จะเดินจากผมไป
เมื่อผมไปฝึกโรงฝึกเค้นโด้ของโรงเรียนก็พบกับ วาตารุ รุ่นน้องชมรมเค้นโด้ อยู่ในชุดเค้นโด้ของโรงเรียน กำลังฝึกเหวี่ยงดาบไม้อยู่ ภายในโรงฝึกนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจาก วาตารุ
“รุ่นพี่ทาคิซาว่า ขยันจังเลยนะครับ มาฝึกตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียนเลยนะครับ”
วาตารุ พูดทักผมอย่างสุภาพ
วาตารุในตอนแรกนั้นเป็นเด็กตัวเล็กเขาสูงเพียง 148 เซนติเมตร ถึงแม้จะอยู่ชั้นมัธยมต้นที่ปี 1ก็ตาม เพราะ วาตารุ เป็นเด็กตัวเล็กจึงมักจะถูกรังแกบ่อยๆ ผมซึ่งเป็นคนไปเจอเขาถูกรังแกโดยพวกรุ่นพี่ของวาตารุที่อยู่ชั้นเดียวกับผม ผมได้ช่วยวาตารุจากการถูกรังแกครั้งนั้น และ ผมก็ได้แนะนำเขาให้เข้าชมรม ซึ่งวาตารุเองก็ยินดีเข้าชมรมโดยไม่ขัดเลยแม้แต่น้อย
“นายเองก็มาฝึกตั้งแต่วันแรกเลยไม่ใช่หรือไง เล่นมาก่อนฉันอีกนะ วาตารุ”
“ห้องของผมนั้นแค่มีพิธีปฐมนิเทศในห้องเรียนจนถึงเที่ยงเองน่ะครับ ก็เลยเลิกเร็วกว่าพวกรุ่นพี่น่ะครับ”
นักเรียนห้องเดียวกับ วาตารุ นี่โชคดีเหมือนกันแฮะ เรียนวันแรกแค่ครึ่งวัน พวกอาจารย์ของพวกวาตารุ นี่จะขี้เกียจเกินไปแล้วนะ ที่ให้เลิกตั้งแต่เที่ยงเนี้ย เอ๋เดี๋ยวก่อนถ้าเลิกตั้งแต่เที่ยงก็หมายความว่า
“วาตารุ นายฝึกคนเดียวตั้งแต่เที่ยงเลยหรอ?”
“ครับ มีอะไรหรอครับ”
วาตารุนี่ฝึกมาตั้งสี่ชั่วโมงก่อนที่ผมจะมาถึงเจ้ารุ่นน้องคนนี่จะขยันไปถึงไหนกันแน่
“นายน่ะ เพลาๆหน่อยก็ได้มั้ง ขนาดนายเล่นเค้นโด้มาปีเดียวก็เถอะ แต่ฝีมือกลับมาพอกับฉัน ไม่สิอาจจะยังอ่อนกว่าฉันอยู่หน่อย แต่อีกเดี๋ยวได้ได้แซงฉันแน่ๆหละ”
“ฝึกมากไปมันไม่ดีหรอครับ?”
วาตุตอบผมด้วยสีหน้าหมดกำลังใจ ผมจึงเข้าไปล็อกคอของวาตารุด้วยแขนซ้ายเบาๆ เพื่อให้วาตารุรู้ว่าผมแค่ล้อเล่นพร้อมกับพูดออกไปว่า
“จะเป็นยังงั้นได้ไงเล่า ไม่ได้ห้ามเก่งกว่าสักหน่อย ฉันไม่มีสิทธิจะไปห้ามนายแต่ถ้าเก่งกว่าฉันเมื่อไหร่ ฉันได้ขายหน้าคนอื่นในชมแน่ๆตากหากเล่า ”
“ปล่อยผมซักทีเถอะครับรุ่นพี่”
วาตารุ พูดไปหัวเราะไปขณะที่ยังโดนผมล็อกคออยู่ ผมปล่อยวาตารุ ออก
“รุ่นพี่งั้นผมขอกลับก่อนนะครับผมน่ะ ต้องไปช่วยงานที่บ้านต่อครับ”
จากนั้นผมกับวาตารุก็เข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมกัน ทั้งผมและวาตารุ เดินตรงไปที่ล็อกเกอร์ของตัวเอง ชุดในการรฝึกเค้นโด้ของผมยังคงอยู่ในสภาพดีที่พร้อมนำออกมาใช้งานได้ ถึงแม้ตลอกช่วงปิดเทอมจะไม่ได้เอามาใช้เลยก็ตาม ผมเริ่มลงมือเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแต่ทันใดนั้น
“ผมกลับก่อนนะครับรุ่นพี่”
เสียงของวาตารุดังขึ้นมาจากข้างหลังผม รู้สึกว่าวาตารุจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วกว่าผม ผมยังไม่ทันจะถอดชุดเลยแท้ๆแต่วาตารุกลับเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ผมจึงหันไปทางวาตารุ แล้วพูดว่า
“อืม แล้วเจอกันใหม่นะ”
“ครับ”
เมื่อวาตารุเดินออกจากห้องไป ผมเปลี่ยนชุดนักเรียนให้เป็นชุดเค็นโด้ เมื่อผมเปลี่ยนเสร็จ ผมก็ฝึกอยู่ในโรงยิม ผมใช้เวลาในการฝึกอยู่นานจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ผมสังเกตได้ว่าฟ้ามืดแล้ว ผมนึกยังไม่ได้บอกพ่อของผม เลยว่าผมจะกลับช้า
“แย่แล้วมีหวังโดนพ่อ ดุอีกแน่เลย”
ผมจึงหยุดฝึกแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า วิ่งตรงไปที่หน้าประตูโรงเรียนเพื่อที่จะกลับบ้าน แต่ว่า เพราะผมอยู่ซ้อมนานเกินไปทำให้ประตูหน้าโรงเรียนปิด แถมประตูหน้าโรงเรียนนั้นมีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่หากผมปีนออกไปแล้วละก็สัญญาณเตือนภัยต้องดังแน่ๆ ผมจึงตัดสินใจไม่ปีนออกไป และ ตัดสินใจวิ่งไปที่ห้อง ร.ป.ภ
เมื่อผมวิ่งไปที่ห้อง ร.ป.ภ แต่ก็พบว่าไม่ใครอยู่ในห้องเลย คงเป็นเพราะวันนี้เป็นวันเปิดเทอม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็คงจะยังไม่มาทำงานกันแน่ๆ
ตอนนั้นเองผมก็นึกออกได้ว่าที่อาคารตึกเก่าหลังโรงเรียนสามารถปีนออกไปข้างนอกได้ ผมจึงเดินไปที่อาคารตึกเก่า เมื่อถึงตึกเก่า ผมก็รู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่ที่อาคารหลังโรงเรียนซึ่งก็ไม่แปลกที่พวกนักเลงจะมามัวสุ่มกันอยู่ ผมจึงรีบหลบมุมแล้วฉะเง้อหน้าออกไปดูสถานการณ์ แต่สิ่งที่เห็นทำให้ผมก็แทบไม่เชื่อสายตายตนเอง
“นั้นมันตัวอะไรกันเนี้ย”
มีตัวอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่ทราบได้ อยู่ตอนทางเดินหลังโรงเรียน ทันใดนั้นมันก็หันมาทางผม ผมจึงรีบหลบเข้ามุมอีกครั้ง ผมลองนึกถึงตัวมันอีกครั้งผมก็แทบอวกออกมา มันมีลักษณะคล้ายปลาหมึก ตัวสีดำอม ม่วง มีหนวดหลายหนวด ใต้หนวดของมันมีหนวดเล็กคล้ายหนอนเต็มไปหมด ผิวของมันเละ มีกลิ่นเหม็นเน่าโฉยออกมา ที่ผมคิดได้ในตอนนั้นก็คือ มันคงเป็นสัตว์ประหลาดอะไรสักอย่างแน่ๆ
ผมจึงลองฉะเง้อหน้าออกไปดูอีกครั้ง ภาพที่ผมเห็นนั้นก็คือ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นมันตาม เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีผมสีดำยาว อายุน่าจะพอๆกับผมหรือน้อยกว่าเล็กน้อย เธอใส่ชุดนักเรียนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน รู้สึกว่าเธอจะไม่ใช่นักเรียนโรงเรียนนี้ แถมผมเห็นเธอจากด้านหลังผมก็ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
เด็กผู้หญิงคนนั้นเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกเจ้าสัตว์ประหลาดนั้นตามอยู่ ในตอนนั้นเองที่ตัวของส่วนตัวของเจ้าสัตว์ประหลาดนั้นก็แยกออก เหมือนกับว่ามันแยกส่วนตรงกลางของตัวเองออก ตรงส่วนที่แยกออกมีอะไรบ้างอย่างคล้ายๆฟันอันแหลมคมยื่นออกมามันยก หนวดของมันขึ้น ผมรู้ในทันทีว่ามันกำลังจะทำร้ายเด็กผู้หญิงคนนั้น ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่าผมจะออกไปช่วยดีไหม แต่ถ้าปล่อยให้เด็กคนนั้นตายไปต่อหน้าต่อตาล่ะก็ผมเองก็คงต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
“ใช่ เราต้องทำในสิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้”
ทันใดนั้นเจ้าสัตว์ประหลาดก็ใช้หนวดของมันแทงลงไปที่เด็กผู้หญิงคนนั้น แต่ผมตัดสินใจวิ่งออกไปพร้อมกับ ผลักเด็กผู้หญิงคนนั้นให้ออกจากตัวสัตว์ประหวาดแต่ทันใดนั้น ผมเองก็โดนสัตว์ประหลาดตัวนั้นแทงทะลุตรงหน้าอก
ร่างของผมติดอยู่ที่หนวดของมัน จากนั้นมันก็สลัดหนวดที่แทงผมจนตัวผมหลุดจากหนวดของมันแล้วกระเด็นไปชนกับกำแพงของอาคารตึกเก่าหลังโรงเรียน ส่วนลำตัวถึงจะมีแผลลึกแถมยังเจ็บจนรู้สึกได้ หัวกระแทกกำแพงจนมีเลือดออก
“ให้ตายสิ ดันทำเท่ไม่เข้าเรื่องนะเราเนี้ย”
ผมลองมองไปที่เด็กผู้หญิงคนนั้น เธอเป็นคนที่มีหน้าตาน่ารักไม่ใช่น้อย เธอทำหน้าเหมือนอารมณ์เสีย และดูเหมือนเธอจะพูดอะไรบ้างอย่างแต่ว่า หูผมก็อื้อไปหมดจนไม่ได้ยินที่เธอพูด เลยแม้แต่นิดเดียว
ตาผมเองก็เริ่มมัวจนมองอะไรไม่เห็น นี่ผมจะตายจริงๆแล้วอย่างนั้นหรอ ทั้งๆที่ยังมีเรื่องที่อย่างจะทำอีกตั้งเยอะตั้งแยะ ปกป้องผู้หญิงคนเดียวก็ยังทำไม่ได้ แล้วเราจะฝึกเคนโด้ ไปเพื่ออะไรกันนะ เพราะเราอยากแค่ปกป้องคนไม่ใช่หรอ แต่ก็ดีแล้วละอย่างน้อยเราก็ทำในสิ่งเราทำได้ไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะใช้ชีวิตให้คุ่มเลยแฮะ
“พี่ชายน่ะ คงมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่สินะ”
เสียงของผู้ชายโทนต่ำ ได้ยินแล้วทำให้รู้สึกขนลุก ดังขึ้นจากที่ไหนก็ไม่รู้พูดขึ้น
ผมรู้สึกตัวอีกที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ที่ๆผมอยู่นั้นเหมือนเป็นโลกในจิตนาการของแท้เลย รอบๆตัวผมนั้นเป็นสีฟ้าออกขาว มองออกไปรอบๆก็เหมือนกับว่าเป็นที่โล้งกว้างไกลจนไม่มีที่สิ้นสุด พื้นที่ยืนอยู่ก็ดูแล้วเหมือนผิวน้ำ มีเพียงต้นซากุระต้นใหญ่เพียงต้นเดียวที่งอกออกมาจากพื้นที่คล้ายผิวน้ำซึ้งไม่น่าจะเป็นไปได้
“นี่ฉันตายแล้วหรอ? แต่ที่นี่มันที่ไหน ”
“ที่นี้ก็คือโลกของพี่ชายไง”
เสียงผู้ชายดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นเสียงเดียวกับเมื่อก่อนหน้านี้พูดขึ้น ที่มาของเสียงนั้นก็คือบนต้นไม้ต้นใหญ่ซากุระต้นนั้น
เมื่อผมลองมองขึ้นไปดูก็เห็นผู้ชายร่างผอม วัยกลางคน นั่งอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ เขาอยู่ในชุดยูคาตะสีดำตัดสีม่วง แต่หากลองสังเกตให้ดีๆตัวเขานั้นแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายสีดำเกือบทั้งหมด แม้แต่ผมของเขาก็ดำสนิท แต่เขากลับมีดวงตาสีแดงซึ่งโดดเด่นขึ้นมา มองแล้วรู้สึกเหมือนกับสามารถสะกดใครๆให้หยุดนิ่งได้
ทันใดนั้นผมก็นึกได้ขึ้นมาว่าผู้ชายผมดำคนนั้นคือคนที่ผมเคยเห็นในฝันที่ช่วงนี้ผมฝันเก็นบ่อยๆ เขาเป็นคนที่ผมเห็นในเงาสะท้อนในน้ำในความฝัน
“พี่ชายน่ะ ชื่ออะไร”
เขามองลงมาที่ผมพร้อมกับถามผม ถึงเขาจะอายุมากกว่าผมแต่เขาก็เรียกผมว่าพี่ชายซึ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขาพยายามที่จะเคารพผมยังไงยังงั้น
“ทาคิซาว่า ยูโตะ”
“งั้น ทาคิซาว่า ยูโตะ อยากได้พลังไหม”

ผู้ชายคนนั้นพูดกับผม แต่เนื่องด้วยในหัวของผมมันสับสนไปหมดจนแทบดูสถานการณ์ หรือ แถบคิดอะไรไม่ออก ผมจึงพยายามที่จะถามเขาทุกอย่างที่ผมสงสัย
“นายเป็นใครกัน ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี้ เกิดอะไรขึ้นกับผม”
ชายคนนั้นหายตัวมาอยู่ตรงหน้าผมตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบได้ แบมือมาในแนวตั้งกัพื้นตรงหน้าของผมบอกเป็นนัยห้ามไม่ให้ผมพูด มือของเขาห่างจากหน้าของผมไม่กี่เซนติเมตร
“มาถึงก็ยิงคำถามกันเลยนะ พี่ชาย”
“แต่คำตอบมีเพียง อยาก หรือ ไม่อยากเท่านั้น”
ผมลองคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนผมจะมาที่นี้ ผมโดย เจ้าตัวที่เหมือน สัตว์ประหลาดนั้นโจมตีจนกระเด็นไปกระแทกกำแพงจนผมอยู่ในสภาพปางตาย และที่สำคัญผมพยายามที่จะช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่ผมกลับไม่มีพลังที่จะช่วย หากผมมีพลังผมก็สามารถช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ ดังนั้นผมจึงคิดว่าตอนนี้ผมต้องการพลัง เพราะผมได้สัญญากับคนๆนึงไว้ว่าจะปกป้องคนที่รอบข้างของผม ถึงแม้ว่าจะจำไม่ได้แล้วก็ตามว่าสัญญาไว้กับใคร แต่สิ่งที่ผมต้องมีตอนนี้คือพลัง ผมจึงสามารถตอบออกไปได้โดยไม่ลังเลว่า
“อยากสิ ถ้ามีพลัง แล้วมันทำให้ปกป้องคนอื่นได้ล่ะก็”
“ฮึ อยากได้พลังทั้งๆที่ไม่รู้ความหมายของพลัง เนี้ยนะ พี่ชาย”
“แต่ก็พูดออกมาแล้วนะ พี่ชาย”
ชายในชุดดำคนนั้นยิ้ม เหมือนถูกใจอะไรบ้างอย่าง มือขวาของเขาเปลี่ยนมาชูนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวตรงหน้าผม
“แต่ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง”
“ฉันจะขอเตือนไว้ก่อน หากพี่ชายมีพลังที่คนอื่นไม่มีแล้วละก็ ต่อให้พี่ชายอยู่ร่วมกับคนปกติทั่วไป พี่ชายก็จะอยู่ในโลกที่ต่างกัน มุมมองที่ต่างกัน ชีวิตที่ต่างกัน สถานะที่ต่างกัน เวลาที่ต่างกัน พลังนี้อาจจะทำให้พี่ชายต้องเจ็บปวดก็ได้นะ”
พอชายชุดดำคนนั้นพูดจบผมรู้สึกเวียนหัวขึ้นมา ภาพที่ผมเห็นคือทุกอย่างหมุนไปหมดแล้วก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ เกิดอาการคลื่นไส้ ตาเริ่มมองไม่เห็น ผมพยายามที่จะประคองสติแต่ก็ไม่ไหว
ตอนนี้ผมก็รู้สึกตัวอีกทีผมยังนอนกองอยู่ข้างกำแพงที่ผมกระแทกไปเมื่อก่อนหน้านี้ แต่ที่แปลกก็คือ แผลของผมหายเป็นปกติทุกแผล ผมจึงลุกขึ้นยื่น จากนั้นก็มีเสียงดังก้องขึ้นมาในหัว

“ข้าคือท่าน”
“และท่านก็คือ….ข้า”
“จงเบิกเนตรของท่านออก”
“ตอนนี้แหละ ปลอดปล่อยซะ”
กลีบดอกซากุระจำนวนมหาศาล ซึ้งมาจากไหนก็ไม่ทราบได้ ลอยเข้ามาล้อมรอบตัวผม ผมเหมือนกับอยู่ใจกลางของพายุกลีบดอกซากุระ จากนั้นดอกซากุระก็ปลิวหายไป
เมื่อผมรู้สึกตัวอีกที ผมก็รู้สึกเหมือนกับเลือดในตัวของผมมันร้อนผ่าวขึ้นมา โดยเฉพาะที่แขนซ้ายของผมที่ร้อนมากกว่าส่วนอื่นๆ รู้สึกเหมือนมันจะระเบิดออกมา เมื่อผมลองมองดูที่แขนซ้ายของผมก็เหมือนกับมีรอยสักหรืออะไรบางอย่างอยู่ที่แขนของผม กำลังส่องแสงออกมา
ส่วนมือขวาของผมนั้นเดิมทีถือถุงที่ใส่ดาบไม้ ไว้ แต่ตอนนี้ถุงที่ใส่ดาบไม้ที่เอาไว้ฝึกซ้อมเคนโด้ ของผมกลายเป็นดาบคาตานะเสียแล้ว และ เมื่อผมลองมองตัวเองผ่านกระจกที่แตก อยู่ในอาคารเก่าผมก็สังเกตเห็นว่าตาของผมเปลี่ยนเป็นสีแดง สีผมก็กลายเป็นสีดำสนิท เหมือนกับชายชุดยูคาตะสีดำที่ผมเจอเมื่อก่อนหน้านี้
วิสัยทัศน์ของผมกว้างขึ้น ขนาดรู้ว่ารอบๆตัวมีอะไรอยู่บางโดยไม่ต้องหันไปมอง แม้แต่น้อย การรับรู้ของผมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในตอนนั้นเอง สัตว์ประหลาดตัวนั้นก็พุ่งเข้าหาผมอีกครั้ง แต่ทว่าผมกลับมองเห็นการเคลื่อนไหวของมันช้าเหมือนหยุดนิ่ง แถมตาของผมมันมองเห็นภาพในจิตนาการการเคลื่อนที่ล่วงหน้าของมันอีกด้วย
ผมจึงเห็นได้ชัดเลยว่ามันพยายามจะพุ่งเข้าหาผมโดยเอาหนวดของมันฟาดลงมาที่ผม และ มันก็เป็นการง่ายมากที่จะหลบให้พ้นการโจมตีของมัน
“นี้น่ะหรอ พลังของฉัน”
พึมพำด้วยอาการตื่นเต้นจากการที่พึ่งได้พลังมา
“’งั้นก็……”
ผมชักคาตานะจากมือขวาออกมาทิ้งฝักดาบและถุงใส่ไว้ที่พื้น แล้ว ถือด้วยสองมือ เนื่องจากความเคยชินที่จับดาบเคนโด้ ผมพึ่งจะสังเกตว่าดาบนี้เบากว่าที่คิด อาจจะเบากว่าดาบไม้ที่ผมถือประจำอีกด้วยซ้ำ
ในระหว่างที่ผมกำลังสนใจอยู่กับดาบ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็เข้ามาโจมตีผมอีกครั้งโดยเอาหนวดทั้งหมดของมันฟาดเหมือนแส้ โดยไม่ยั้ง
แต่ผมก็มองเห็นการโจมตีของมันทั้งหมดแม้แต่การขยับของผิวหนังของมัน ผมจึงหลบได้สบาย
“นี่……เจ้าสัตว์ประหลาด”
“ขอโทษนะ คงต้องขอตัดหนวดของแกออกมาซัก 2-3 เส้น”
ผมพูดออกไปโดยเสียงโทนต่ำ โดยน้ำเสียงอาการเย็นชา
ทันใดนั้นหนวดของเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ก็ขาดสะบั้น หนวดที่ขาดของมันหล่นลงพื้น เลือดของมันไหลออกมาเป็นทาง
มันจึงกระโดดหลบไปด้านหลังของมัน แต่ผมรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องกระโดดไปด้านหลับผมจึงวิ่งไปดักรอก่อนที่มันจะกระโดดเสียอีก
“ฮึ จบแล้วซินะ”
ผมลงดาบคาตานะของผมใส่มัน ตัวของมันขาดเป็นสองท่อน แต่ก็มีอะไรบ้างอย่างออกมาจากตัวของมัน เป็นสิ่งคล้ายกับลูกบอลแต่เรืองแสงแถมลอยได้ผมจึงเข้าไปดู แต่ทันใดนั้น
เจ้าสิ่งที่คล้ายๆลูกบอลนั้นก็ลอยสูงขึ้นไปบนฟ้าจนแทบมองไม่เห็น ผมจึงตัดใจจากการที่จะตามมันไป เพราะผมเองถึงจะได้พลังนี้มาแต่ดูเหมือนว่าพลังนี้จะไม่สามารถบินได้
“อะไรเนี้ย?”
ตัวผมเริ่มเสไปเสมา หัวผมปวดจนแทบรู้สึกเหมือนจะระเบิดออกมา ผมล้มลงอยู่ในท่าคุกเข่าผมลองมองไปที่กระจกข้างในกระจกที่แตกอยู่ในอาคารเก่าอีกครั้ง ปรากฏว่า ตัวผมกลับเป็นเหมือนเดิมทุกอย่างทั้ง ดวงตาแล้วสีผม ให้ตายสิจะสลบอีกแล้วหรอ ตาก็เริ่มพลามัว แต่ขณะนั้นผมเองก็รู้สึกได้ว่าข้างหน้าตัวผมมีคนยื่นอยู่
“ให้ตายสิดันทำอะไรไม่เขาเรื่องนะนายเนี้ย”
เสียงนั้นเป็นน้ำเสียงของเด็กผู้หญิง นี้คงจะเป็นเสียงของเด็กผู้หญิงที่เราช่วยไว้สินะโล่งอกไปทียังปลอดภัยสินะ ตอนนั้นเองตัวของผมล้มลงอยู่ในท่านอนคว่ำ ผมก็เริ่มประคองสติไม่อยู่ผมจึงสลบไปในที่สุด

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 24 มิ.ย. 2556 00:20:37

ความเห็นที่ 12

กริ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
ผมตื่นขึ้นมาโดยนาฬิกาอันแสนจะเลวร้ายที่อยู่ที่หัวนอนของผม
“ให้ตายสิฝันได้บรรโลดสุดๆเลยแหะ”
เมื่อผมลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความรู้สึกที่ว่าร่างกายมันหนักเหมือนกับกระดูกของผมมันทำมาจากเหล็กยังไงยังงั้น แต่ก็คงจะเป็นแค่อาการที่ผมอ่อนล้าซะสมเป็นแน่ ผมจึงฝืนลุกขึ้นมาพร้อมกับเดินไปที่ห้องน้ำ ตรงไปที่อ่างล้างหน้า
“ให้ตายสิเวียนหัวชะมัด เราเผลอนอนตกเตียงหรือไงเนี้ย”
ในระหว่างที่ผมกำลังเงยหน้าขึ้นเพื่อส่องกระจกที่อยู่ที่อ่างล้างหน้า ผมก็ได้ยินเสียงที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
“ก็เมื่อวานพี่ชาย ใช้พลังไปตั้งเยอะนี่ ตามปกติตอนนี้น่าจะนอนทรมอยู่แท้แต่ลุกขึ้นมาได้เนี้ยสมกับเป็นพี่ชายจริงๆ”
เงาของผมในกระจกกลายเป็นเงาของผู้ชายผมดำ ตาที่ดูเรียวคมสีแดงฉานเหมือนเปลวไฟที่กำลังจะหมอดไหม้ นั้นเหมือนจะสามารถดูดกลืนทุกๆสิ่งให้หายไป ชายคนนั้นส่วมชุดยูคาตะดำ เหมือนกับในฝันที่ผมเห็นเมื่อคืนไม่มีผิด เมื่อผมเห็นเช่นนั้น ด้วยความตกใจ ผมถึงกำหงายหลังล้มลง พร้อมกับร้องเสียงดังลั่นโดยทำอะไรไม่ถูก
“นายเป็นใคร ??? มาทำอะไร???? ต้องการอะไรจากฉัน????”
ผมลนลานถามออกไป ขณะที่ยังล้มก้นจำเบ๋า
“อ่าวๆ ใจร้ายนะพี่ชาย ลืมกันแล้วยังงั้นหรอ ทั้งๆที่เมื่อก่อนเราออกจะสนิทกันแท้ๆ”
ชายส่วมชุดยูคาตะพูดพร้อมกับหรี่ตาแล้วก้มมองมาที่ผม
“เมื่อก่อน? หมายความว่าไง ?? เอะ!!”
ผมเอามือกุมที่ศีรษะของตนเอง ในตอนนั้นผมก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดๆกระทันหันเป็นความรู้สึกที่แปลกเหมือนกับมีใครเอามือมาบีบที่สมองถึงจะไม่ได้ปวดอะไรมาก มันอยู่ในขั้นที่พอทนไหว แต่มันก็รู้สึกไม่ดีไม่ใช่น้อย
“เฮ้ออ สงสัยคงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยสินะ”
ชายส่วมชุดยูคาตะสีดำถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“งั้นฉันจะแนะนำตัวให้พี่ชาย อีกครั้งก็แล้วกัน ฉันชื่อ โซมอน วิญญาณแห่งภัยพิบัติและความยุ่งเหยิง สำหรับพี่ชายในตอนนี้คงต้องบอกว่า ยินดีที่ได้รู้จัก สินะ”
บ้าผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้วนะ นี่มันยังกะในหนังผีย้อนยุคยังไงยังงั้น
ในตอนนั้นเองหัวผมก็เริ่มหายปวด
แต่เมื่อผมลองมองตัวเองในกระจกอีกครั้งกลับ ชายชุดยูคาตะสีดำที่บอกว่าชื่อโซมอนหรืออะไรสักอย่างก็หายไปเหลือแต่เพียงเงาของตัววผมเท่านั้น
เมื่อกี้ผมคงจะนอนไม่พอจนเกิดอาการเบลอสินะ ผมจึงล้างหน้าแปรงฟันแล้ว จึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเครื่องแบบนักเรียน เมือผมเปลี่ยนชุดให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมที่จะเดินทางไปโรงเรียน
ในระหว่างนั้นเองผมก็สังเกตได้ว่าประเป๋านักเรียนแล้วถุงดาบเค้นโด้ของผมหายไป ผมจึงพยายามนึกดูว่าผมอาจจะเอาไปลืมไว้ที่ไหนก็ได้ แล้วผมก็นึกได้ว่าผมเองก็เคยทิ้งกระเป๋าเอาไว้ที่โรงฝึกเค้นโด้ที่โรงเรียนมาก่อนเหมือนกัน ผมอาจจะลืมเหมือนครั้งก่อนก็เป็นได้
ผมจึงไม่รอช้ารีบออกจากบ้านโดยที่มีจุดหมายอยู่ที่โรงฝึกเค้นโด้ของโรงเรียนเพื่อหากระเป๋านักเรียนของผม
แต่ไม่ว่าผมจะหาสักเท่าไหรก็หาไม่เจอสักที ผมจึงต้องทำใจแล้วกลับเข้าห้องเรียน ส่วนหนังสือผมคงไปแคล้วต้องไปซื้อใหม่ แต่วันนี้ขอยืมเจ้าฟูตะดูไปสักวันก่อนก็แล้วกัน ยังไงก็นั่งข้างกันอยู่แล้วนี่เนอะ
เมื่อคิดเช่นนั้นผมก็เดินกลับเข้าห้องเรียนของผม ในระหว่างทางที่จะเข้าตึกเรียนผมก็พบเข้ากับเด็กสาวผมสีดำยาวสยาย
เค้าโครงหน้าที่สะสวย รูปร่างสมส่วน น่ารักโดดเด่น ราวกับภูตในนิทานไม่มีผิด แต่ใบหน้าของเธอกับแฝงสีหน้าจริงจังให้ความรู้สึกที่ไม่เป็นมิตร และตาของเธอนั้นจับจ้องมาที่ผม
“ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรอครับ”
เด็กสาวนิ่งเฉยไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น เธอเพียงหลับตาทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่สักอย่าง ก่อนที่เดินตรงเข้ามาที่ผม แต่ก็ไม่ตรงมาที่ผมโดยตรงเธอเพียงแค่เดินผ่านผมไปโดยทิ้งคำพูดแปลกๆไว้เพียงว่า
“รีบๆตื่นขึ้นมาซะ ไม่งั้น.. ฉันจะฆ่านายซะ”
คำพูดนั้นทำเอาผมอึ้งไปชั่วขณะ ผมจึงหันหลังกลับไปเพื่อมองเธอ แต่เธอก็ได้หายไปจากตรงนั้นแล้ว ทำไมเราถึงรู้สึกแปลกๆกับคำๆนี้กันนะ เอะ!!
อยู่ดีๆผมก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีกแล้วเป็นความรู้สึกเดิมแต่ไม่หนักเหมือนครั้งที่แล้ว รู้สึกเหมือนมันแทบจะอาเจียนออกมา แต่ในนาทีต่อมามันก็หายไปอีกครั้ง
ให้ตายสิสงสัยคงต้องไปนอนห้องพยาบาลก่อนจะดีกว่าสงสัยจะเป็นอาการก่อนเพลียสะสมแหงๆ วันนี้เห็นอะไรแปลกๆตลอดเลยแฮะ ถึงผมจะคิดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้กะจะไปเฉียดห้องพยาบาลเลยแม้แต่น้อย คงได้แต่นั้งอยู่ในห้องเรียนไปตลอดทั้งวันแหงๆ
แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเมื่อผมกลับเข้าห้องเรียนตั้งแต่คาบแรกถึงคาบสุดท้าย ผมก็ไม่ได้ออกมาจากห้องเรียนเลยแม้แต่น้อย
อาการปวดหัวของผมหยุดอยู่แค่ตรงทางเดินเข้าตึกอาคารตอนนั้น ในตอนแรกผมคิดว่าระหว่างเรียนที่น่าจะใช้สมองน่าจะเกิดอาการปวดหัวขึ้นมาซะอีก แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น
อย่างน้อยๆก็ทดจนหมดวัน และที่ผมอดโล่งใจไม่ได้อีกอย่างนึงก็คือวันนี้ตั้งแต่เข้าเรียนนอกจากอาการปวดหัวที่ผมกังวลแล้ว อาการภาพหลอนของผมนั้นไม่ออกอาการเลยแม้แต่น้อยนั้นทำให้ผมโล่งใจไปได้เปราะนึง
ในระหว่างที่ผมจะเดินออกจากห้องนั้นเอง ผมก็พบเข้ากับอาจารย์ยูคิมูระ ซึ้งเป็นอาจารย์ประจำชั้นของผม
“เจอตัวพอดีเลย ยูโตะคุง ผ.อ. มีเรื่องอยากจะคุยกับเธอหน่ะ เลยวานให้ฉันพาเธอ มาที่ตึกหลังโรงเรียนน่ะ ช่วยมากับฉันหน่อยได้ไหม”
ตึกหลังโรงเรียนอย่างนั้นหรอ ทำไมถึงต้องเรียกเราไปที่นั้นด้วย แปลกๆแฮะ
“ก็ได้นะครับ ตึกหลังโรงเรียนอย่างนั้นเหรอครับ มีเรื่องอะไรหรอครับ”
“มันไม่เหมาะจะคุยตรงนี้หน่ะช่วยๆตามมาหน่อยนะ”
เมื่อได้ยินอาจารย์ยูคิมูระพูดแบบนั้น ผมเองก็ประหลาดใจนิดหน่อย ผมนั้นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผ.อ. ถึงต้องการเรียกผมไปพบแถมยังเป็นที่หลังโรงเรียนอีก ผมก็ได้แต่ต้องเดินตามไปหลังโรงเรียนแต่โดยดี แต่เมื่อไปถึงบริเวณแถวหลังโรงเรียนผมก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ระหว่างที่เดินไปที่ตึกหลังโรงเรียนเมื่อผมลองมองท้องฟ้าก็เริ่มเวลาเย็นผมเองก็นึกสงสัยไม่ได้เลยว่าผ.อ.โรงเรียนเรียกผมมาทำไมกัน
สภาพของตึกหลังโรงเรียนพังยับเยิน ถึงแม้ปกติมันจะไม่ได้รับการซ่อมบำรุงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่นี่มันเกินกว่านั้น ยังกับว่ามีคนเอารถทุบตึกมาทุบยังไงยังงั้น
แต่เมื่อผมมองออกไปรอบๆไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
“อาจารย์ยูคิมูระ ไม่เห็นมีใครอยู่อยู่เลยนี่ครับ ผ.อ. ล่ะครับ”
อาจารย์ยูคิมูระนิ่งเงียบ ได้แต่เดินต่อไปตรงผนังกำแพงตึก โดยไม่สนใจคำพูดของผมหลังจากนั้น แล้วก็โยน อะไรบ้างอย่างมาที่ผม
“นี่มันกระเป๋านักเรียนของผมนี่ครับ เจอที่ไหนครับเนี้ย”
“มันตกอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วหล่ะ เพราะเจ้าคนที่มันมาขัดขวางการกินและทำร้ายฉันมันทำตกเอาไว้”
ทำใดนั้นเองแขนของอาจารย์ยูคิมูระก็เริ่มเปลียนรูปร่างออกมาเห็นเป็นระยางที่ดำสนิทหลายเส้นมัดรวมกันจนกลายเป็นแส้ขนาดยักษ์ รู้ร่างยังคงเหมือนเหมือนหางของสัตว์อะไรสักอย่าง แต่ว่ามีขนสีน้ำออกดำขึ้นอยู่ทั่วแขนที่คล้ายแส้นั้น
ผมได้แต่อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก สมองมันขาวโพลนไปหมด ฝันนี้มันฝันสินะ
“แกเป็นตัวอะไรกันแน่ ฉันจำได้ว่าแกโดนคู่หูของฉันแทงทะลุหน้าอกไปแล้วยังไม่ตาย แถมยังลุกขึ้นมาทำให้คู่หูฉันต้องอยู่ในสภาพนั้นได้ แต่ก็ชั่งมันเถอะ ถ้าแกยังมีชีวิตอยู่ละ ก็ฉันจะฆ่าแกทิ้งซะ”
ในตอนนั้นเองผมก็ได้สติกลับมาและออกตัววิ่งหนีสุดชีวิต เมื่อผมลองหันหลังกลับไปดูอาจารย์ยูคิมูระ ร่างเนื้อที่เป็นร่างของมนุยษ์ถูกฉีกออกเป็นรยางค์พันยัวเยี้ยอยู่รอบตัว ผสานกันจนเกิดเป็นร่างขนาดมหึมารูปร่างคล้ายงูไปซะแล้ว
“2 นาที”
เสียงนี้เหมือนมันจะแทรกเข้ามาในหัวของผม เป็นเสียงของเด็กผู้หญิงที่ถึงจะไม่เคยชินหู แต่เป็นเสียงที่ผมเคยได้ยินมาก่อนแน่ๆ
“อีก 2 นาทีจะไปถึง เอาตัวรอดให้ได้ถึงตอนนั้นซะ ไม่งั้นได้ก็ใช้พลังสักอย่างของนายจัดการซะ”
“เสียงใครกันหน่ะ”
“ช่างเหอะน่า รีบวิ่งต่อไปเรื่อยๆซะ ไม่งั้นนายได้ตายจริงๆแน่”
“โถ่เว้ย ในหัวฉันตอนนี้ได้แต่คิดว่าหนีออกจากโรงเรียนเท่านั้นต่อให้ไม่บอกฉันก็วิ่งอยู่ดีแหละน่า”
“งั้นก็อย่าหยุดซะหละ”
“ใครจะหยุดเล่า ฉันยังไม่อยากตายนะ”
ผมวิ่งออกมาจนถึงบริเวณหน้าโรงเรียนโดยไม่ได้เหลียวหลังไปมองเลยแม้แต่น้อย ทางที่เหลือก็แค่สนามฟุตบอลที่อยู่หน้าโรงเรียนหากผมวิ่งตัดผ่านสนามไปก็จะถึงทางประตูหน้า
ในระหว่างนั้นเมื่อผมวิ่งมาได้กลางสนามก็มีเงาสีดำขนาดมหึมาลอยผ่านไปจากด้านหลังผม มาอยู่ตรงหน้าผม
อาจารย์ยูคิมูระที่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด ดวงตาสีแดงของมันส่องประกายแม้ว่าจะอยู่ในความมืด กลิ่นเหม็นอบอวนเหมือนกลิ่นของซากศพ สภาพตอนนี้บอกได้เลยว่าน่าขยะแขยงที่สุด ในมือของสัตว์ประหลาดนั้นถือค้อนขนาดยักษ์
“นี่หน่ะเรอะ สภาพของคนที่จัดการคู่หูของฉันไปเมื่อวาน ไม่ต่างจากเด็กอมมือเลยแท้ๆ เอาหล่ะ ได้เวลาเก็บแล้ว ”
“เก็บกวาดอย่างงั้นเหรอ อย่ามาพูดบ้าๆน่า”
พริบตานั้นก็มีลำแสงสีน้ำพวยพุ่งออกมาจากทางด้านหลังของผม ชนเข้ากับสัตว์ประหลาดงู เข้าเต็มๆ จนสัตว์ประหลาดงูนั้นกระเด็นไปเกือบราวๆ 6 เมตร
เมื่อผมลองสังเกตุดูดีๆแสงที่พุ่งเข้ามานั้นคือหอกรู้ทรงประหลาด คงจะถูกปามาด้วยแรงที่มหาศาลแน่ๆ เมื่อหันไปมองทางต้นทางของหอกนั้นนั้น ก็พบว่า มีเด็กสาวผมดำยาวอายุหน้าจะพอๆกับผม อยู่ในชุดที่ขาวมีลวดลายที่น้ำเงิน ที่แขนซ้ายของเธอมีปลอกแขนที่ยาวตั้งแต่ศอกจนถึงบริเวณหลังมือ และบริเวลหลังมือบนส่วนปลอกแขนนั้นมีอัญญมณีสีน้ำเงินฝั่งอยู่
“ขอบใจทีอุตส่ารอดมาถึง 2 นาที”
เด็กสาวพูดพร้อมกับเดินผ่านหน้าผมไป ใช้มือขวาหยิบหอกรูปทรงประหลาดนั้นขึ้นมาอยู่ในมือ จากนั้นหอกนั้นก็เปลียนเป็นดาบเรียวๆสีเงินงดงามที่มีอัญมณีสีฟ้าสดใสฝักอยู่ในตัวดาบบริเวณด้ามจับ
“เธอเป็นใครกัน”
ผมถามออกไป
“ฉันชื่อ เรลานี ครอสเบล เรียกเรนก็ได้ ส่วนเรื่องรายละเอียดเอาไว้คุย หลังจากจัดการเจ้างูยักษ์นั้นให้ได้ก่อน”
“แต่เธอก็พึ่งจัดการมันไปเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ”
“คิดว่ามันตายง่ายขนาดนั้นเลยรึไง งั้นฉันจะอธิบายย่อๆแล้วกัน นั้นหน่ะคือโฮมูลคูสเป็นสิ่งมีชีวิตเทียม ที่อยู่ได้โดยการกินมนุษย์เป็นๆเท่านั้นแหละ แต่ว่ามันจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและทนทาน ขอดีของมันอีกอย่างก็คือมันจะจงรักภักดีต่อผู้เป็นนายผผู้สร้างเพราะงั้นจึงมีคนสร้างมันเพื่อใช้ประโยชน์ไงหล่ะ”
“นี่แก จอมเวทย์อัญมณีสีน้ำเงินสินะ คงเป็นคนจากอณาจักรโนเลเรียสินะ ตรงตามข้อมูลที่มาสเตอร์ให้ไว้ไม่มีผิด”
สัตว์ประหลาดงูพูดแทรกขึ้นมา พร้อมกับเลื่อยมาอยู่ตรงหน้าของเรนและยูโตะ
“ตรงตามข้อมูล?”
“ใช่ข้อมูลที่ว่า จอมเวทย์อัญมณีเดินทางมาถึงเมื่องนี้เพื่อตามหาจอมเวทย์แห่งรัตติกาลน่ะ”
เรนหรีตาลงเล็กน้อย เหมือนกับคิดอะไรบ้างอย่างกับคำพูดนั้น แล้วเธอก็ชูดาบที่มือขวาขึ้นเหมือนตั้งท่าพร้อมต่อสู้
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่า พวกแกรู้ได้ยังไง แต่รู้ถึงขนาดนั้น ฉันคงปล่อยไปไม่ได้แล้วล่ะ”
“ฮาๆ อย่ามาพูดให้ขำหน่อยเลย สาวน้อย ที่จะปล่อยไปไม่ได้หน่ะมันเจ้าตากหาก”
พูดจบอาจารย์ยูคิมูระที่กลายเป็นโฮมูลคูลก็กระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็ว เหมือนกับงูพุ่งเข้าหาเหยื่อ แต่
วินาททีนั้นเรนเองก็พุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดา ไม่กี่วินาทีต่อมาเธอไปอยู่ข้างๆของโฮมูลคูสงูและใช้ดาบที่เธอถืออยู่แทงเข้าไปที่สีของของลำตัวงูขนาดมหึมาหลายๆต่อหลายครั้ง
เธอนั้นทั้งปราดเปรียวใช้ได้ วินาทีที่แทงนั้นผมผมแทบมองไม่ทันเลยด้วยซ้ำขวามือของเธอทิมเข้าที่จุดเดิมๆจนเกิดเป็นแรงกระแทกพลักให้โฮมูลคูสตัวนั้นกระเด็นไปอีกครั้ง
เธอตลัดดาบหนึ่งครั้งก่อนจะวิ่งเข้าไปหาโฮมูลคูสตัวนั้นอีกครั้ง ในระหว่างที่เธอเข้าไปใกล้มันก็ตวัดหางของมันแต่เธอกันหลบได้อย่างพริ้วไหวแล้วตัดส่วนปลายหางที่ฟาดลงมาจัดขาดสบัน
โฮมูลคูสคร่างออกมาด้วยเสียงร้องโหยหวนแต่ เรนเองก็ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เธอวิ่งเข้าประชิดฟันมันอีกรอบ เธอฟันไม่ยั้งจนชิ้นส่วนในร่างกายแต่ละข้อต่อของมันแยกออกเป็นหลายๆส่วน แน่นอนว่าตาของผมเองก็ดูไม่ทันว่าเธอฟันไปกี่ครั้งกันแน่ ผมนั้นไม่ค่อยมีความรู้เรื่องวิชาดาบนอกจากเค้นโด้ ผมเองก็ยังบอกได้ว่าฝีมือของเธอไม่ธรรมดา เธอฟันตั้งแต่ส่วนที่หาง ลำตัวจนกระทั้งเหลือแค่ส่วนของหัว
ผมที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นแทบไม่เชื่อสายตายตัวเองเธอสามารถจัดการเจ้าตัวที่เหมือสัตว์ประหลาดนั้นภายในเวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ
เนื่องจากส่วนหางและลำตัวถูกฟันออกไปโฮมูลคูสที่มีลักษณะเหมือนงูนี้จึงไม่สามารถขยับเขยื่อน
“ประมาทไปหน่อยย ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะโดนอะไรง่ายๆขนาดนี้ ”
โฮมูลคูสที่เหลือแต่ส่วนหัวพูดออกมา ไม่น่าเชื่อว่ามันโดนตัดจนเหลือแค่หัวแล้วจะยังไม่ตาย วินาทีเรนใช้ดาบที่เธอถืออยู่จอไปที่ส่วนหัวของโฮมูสคูส
“นี่ ตอบฉันหน่อยสิ มาสเตอร์ของแก เป็นใครและมาสเตอร์ของแกอยู่ที่ไหน”
“คิดเรอะ ว่าฉันจะบอกเธอน่ะ แม่สาวน้อย”
“ก็ปล่าวหรอก แค่ถามไปงั้นๆ”
“หึหึ ไม่ต้องห่วงหรอก พวกแกทำซะเอิกเกริกขนาดนี้ มาสเตอร์ฉันไปปล่อยพวกแกไปแน่”
“งั้นหรอ แต่ฉันนี่แหละที่จะลากคอมาสเตอร์เอง”
เรนทิ่มดาบที่จอไปที่หัวของโฮมูลคูสเข้าตรงกลางหน้าผาก เหมือนเป็นการลงดาบครั้งสุดท้ายแล้วเธอก็ชักดาบกลับออกมาตวัดหนึ่งครั้ง
ทันใดนั้นดาบที่เธอถืออยู่ก็กลายเป็นแสงสีน้ำเงินพุ่งเข้าไปในอัญมณีสีฟ้าที่อยู่บริเวณหลังมือซ้ายของเธอ แล้วก็เดินตรงมาที่ผม
ผมในตอนนี้ได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงของให้เรื่องทั้งหมดมันเป็นแค่ความฝันแต่ทั้งๆที่ก็รู้สึกตัวตั้งแต่ตอนวิ่งหนีอาจารย์ยูคิมูระที่กลายเป็นโฮมูลคูสแล้วก็เถอะว่าไม่ใช่ความฝัน
“เธอ ชื่อ เรลานี่ สินะ เธอเป็นใครกันแน่”
“ฉันคือจอมเวทย์อัญมณีสรน้ำเงิน ขององค์กรโครนอส แห่งอาณาจักร มาโดล่า”

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 24 มิ.ย. 2556 00:22:34

ความเห็นที่ 13

เยี่ยมมากครับแต่งต่อให้จบนะครับผมเป็นกำลังใจให้ ผมไม่รู้นะมีคนรออ่านกันเยอะมั้ยแต่มีผมคนนึงแหละอยากอ่านต่อมาก

โดย : Meat

โพสเมื่อ: 22 ก.ค. 2556 22:04:06

ความเห็นที่ 14

“แฮ่ก….นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี้ย”
ผมวิ่งไปตามทางเดินในโรงเรียนยามค่ำคืน
ทางเดินในโรงเรียนที่ใช้เพื่อเดินเปลี่ยนอาคารที่ผมเดินทุกวัน จะให้ความรู้สึกที่ว่าเป็นทางเดินที่วิ่งไปเท่าไรก็ไม่ถึงสักที
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมองไม่เห็นทางข้างหน้าเพราะความมืดยามค่ำคืน หรือ เพราะความกดดันที่กำลังหลีกหนีสิ่งที่กำลังไล่ล่าผมกันแน่
เมื่อผมลองหันกลับไปมองข้างหลังก็ไม่เห็นคนไล่ตาม แต่ผมกลับความรู้สึกถึงแรงกดดันอันรุนแรงที่เหมือนกับมีอะไรจ้องมองกลับไล่ตามมาเรื่อยๆ
ตัวผมในตอนนี้นั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากกวางที่กำลังวิ่งหนีเสือ ซึ่งเป็นผู้ล่าอยู่ข้างหลัง
ความกดดันที่อยู่ด้านหลัง ที่ผมรู้สึกทำให้ผมพลาดสะดุดจนแทบล้ม แต่ผมก็ยังคงดันตัวเองและวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็วิ่งจนแทบจะหมดแรงจึงได้หยุดอยู่ที่ทางเข้าอาคารซ฿งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโรงเรียน จึงได้แต่ทำใจ แล้วหันมองกลับไปข้างหลังแล้วภาวนาว่าขอให้ยัยนั้นหยุดตามมา
แต่ก็ไม่เป็นตามที่หวังผมสังเกตุเห็นปลายผมสีดำปลิ้วหายเข้าในความมืด
ถึงจะรู้ว่าไม่มีทางหนีรอดแต่ผมก็ยังถีบตัววิ่งออกไปจนในที่สุดผมก็วิ่งมาจนถึงอาคารหลังโรงเรียน ทันที่ที่ผมเห็นสภาพของอาคารหลังโรงเรียนอยู่ก็เหมือนกับมีภาพในหัวเข้ามาซ้อนทับกับภาพที่เห็นอยู่เบื่องหน้า ทันใดนั้น
ผมเริ่มปวดหัวขึ้นมาอีกครั้ง จนทรุดตัวลงกับพื้น ที่เหมือนดังมีใครเอามือมาบีบอยู่ในหัว ภาพต่างเริ่มไหลเข้ามาในหัวผมเรื่อยๆ
“ โถ่โว้ย มาเป็นอะไรตอนนี้”
ผมได้แต่เพียงนำมือกุมขมับแล้วหันไปมองข้างหลัง
เมื่อผมเหลี่ยวกลับมามองด้านหลังก็ไม่พบกับเงาของผู้ที่ไล่ล่าผมแต่อย่างใด
ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ่งหรืดดังแซ่กผ่านมาในในความมืดเหงือไหลไปทั่วแผ่นหลัง เสียงหัวใจเต้นตึกตักจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นๆ
ผมสูดลมหายใจเข้าแล้วพ้นลมหายใจออก พร้อมกับเดินก้มหน้าแล้วทิ้งตัวนั้งลงพิงกับกำแพงของอาคาร ในใจคิดแต่เพียงว่าหนีรอดแล้ว
ความเงียบสงัดกลับมาเยือนอีกครั้ง ผมลองเงยหน้ามองไปยังทางที่ตัวเองวิ่งมาอีกครั้ง แต่ว่าจากตรงนี่ไม่มีวี่แววของสิ่งใดทั้งสิ้น
“…….รอดแล้วสินะ ให้ตายเหอะ อีแบบนี้มันไม่ใช่เล่นๆแล้วนะ”
ผมพูดพร้อมกับถอนหายใจหนึ่งครั้ง วินาทีนั้นก็เกิดความกดดันขึ้นที่ด้านหลัง
หรือว่ายัยนั้นจะกระโดดข้ามอาคารลงมา
“อะ!?”
ผมอุทานขึ้นเมื่อหันกลับไปพบกับผมสีดำปลิวสยายปกคลุมอยู่ตรงหน้า
ปฏิกิริยาตอบสนองหยุดลงไปชั่วครู่
“อึก..!?”
ผมรู้สึกได้ว่ามีอะไรบ้างอย่างลอยข้ามหัวของผมแล้วลงมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“หนีไม่รอดแล้วซินะ ยอมซะดีๆ”
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผม มีเด็กสาวคนนึ่งยืนอยู่ เธอกำลังถือดาษฝรั่งเศสสีเงินที่มีอัญมณีสีน้ำเงินฝั่งอยู่ที่ด้ามจับ ชี้มาที่ผม ที่แขนซ้ายของเธอก็ส่วมปลอกแขนที่คลุมตั้งแต่หลังมือจนถึงศอก ตรงส่วนบริเวณหลังฝามือซ้ายเธอเองก็มีอัญมณีสีน้ำเงินติดอยู่เช่นกัน
และเธอกำลังชี้ดาบเล่มนั้นมาทางผม
ผมพูดไม่ออก
อาจจะเป็นเพราะสับสนในสิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหัน
ไม่สิ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เป็นเพราะสาวน้อยที่ปรากฏตรงหน้าผมเธอช่างงดงามเหลือเกิน จนผมไม่อาจเปล่งคำพูดออกมาได้
ผมสีดำยาวปลิ้วสะท้อนแสงเงางามกับแสงไฟยามค่ำคืน
เด็กสาวก้าวเข้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว ผมในตอนนี้ถึงกับขยับตัวไปไหนไม่ได้ ทำได้เพียงนั่งจ้องมองเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ทันใดนั้น
จู่ๆเธอก็ชูมือซ้ายขึ้น อัญมณีที่อยู่หลังมือส่องแสงสีน้ำเงินเล็กน้อย พร้อมรายเวทย์มนต์ออกมา เกิดเป็นวงเวทย์ลอยอยู่เหนือหัวของเธอ
จากนั้นเธอก็โยนดาบที่มือขวาไปปักบนวงเวทย์นั้น ดาบถูกวงเวทย์ดูดหายเข้าไปและมีตัวอะไรบางอย่างกระโดดออกมาจากวงเวทย์นั้น
สิ่งที่ออกมาคือ มังกรตัวเล็กที่มีขนาดเท่ากันตุ๊กตาขนาดกลาง มังกรสีขาว ผิวของมันดูเรียบเนียน แต่ถ้าสักเกตุดูก็จะเห็นเกล็ดขึ้นอยู่เต็มตัวของมัน ด้วยตาสีสีน้ำเงินเข้มเหมือนกับอัญมณีที่ปลอกแขนที่เด็กสาวตรงหน้าผมใส่ไม่ผิดเพี้ยน
มังกรตัวนั้นบินมาเกาะที่ไหล่ของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าผม
ถึงจะบอกว่าเป็นมังกรแต่รูปร่างของมันคล้ายๆกับจิ้งแหลนที่มีขนาดอ้วนมากกว่า
“น...นี่มันอะไรกัน!”
“ฉันเป็นเมจแน่นอนว่าต้องสู้ด้วยเวทย์มนตร์สิจริงไหม”
“และฉายาของฉันคือ แม่มดอัญมณี และนี้คือคู่ต่อสู้ของนายก็คือ อสูรอัญมณีรูปแบบมังกร ซัฟฟายดราก้อน ”
“เอ๊ะ?”
ผมแทบจะไม่ได้สนที่เธอพูดเลยด้วยซ้ำ ในใจคิดแต่เพียงว่านี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกัน
“นี่เธอ เดี๋ยวก่อนสิ สรุปนี้เธอต้องการอะไรกันแน่เมื่อกี้นี้ เธอยังช่วยฉันจาก อาจารย์ที่แปลงร่างโฮมูลคูส อยู่เลยไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงคิดจะมาฆ่ากันแล้วซะล่ะ”
“ถึงฉันจะเคยบอกไว้ว่า “ถ้าไม่รีบตื่นขึ้นมา ฉันจะฆ่านาย” ก็ตาม แต่ไม่ต้องห่วงฉันไม่ฆ่านายจริงๆหรอก”
เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่รุนแรง
เพียงแค่ผมได้ยินคำพูดประโยคนั้น มันก็ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ทำให้ผมสลัดความเกรงกลัวต่อหน้าได้เลยสักนิด“ฉันแค่อยากจะดูฝีมือก็เท่านั้น แต่ว่าถ้าทำอะไรไม่ชอบมาพากลละก็ เตรียมตัวเข้าโรงพยาบาลได้เลย”
เธอพูดพร้อมกับยิ้มหวานใส่ผมเหมือน เป็นการท่าท้าย บอกตรงๆถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ผมอาจจะดีใจที่มีผู้หญิงยิ้มให้ก็ได้ แต่ทันทีที่เธอส่งยิ้มให้ผมมานั้นผมก็รู้สึกเสียงสันหลังวาบขึ้นมาทันที
มังกรตัวเล็กตัวเมื่อสักครู่เปร่งแสงสีน้ำเงินออกมา จากนั้นตัวมันก็กระโดดมาอยู่ตรงหน้าของเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าผม และเริ่มขยายใหญ่เหมือนกับว่ามันกำลังโตอย่างรวดเร็ว มันโตขึ้นจนตัวใหญ่กว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าผมเล็กน้อย พื้นส่วนที่มังกรตัวนั้นยืนอยู่นั้นเริ่มปริแตก คงจะเป็นเพราะน้ำหนักของมันที่เริ่มขึ้นหลังจากขยายตัว จากนนั้นมันก็เริ่มหยุดที่จะขยายตัว
“มันขยายร่างงั้นเหรอ ?”
“ถูกต้องนี่แหละ นี่คือการขยายมวลสาร โดยการดูดอนูพลังเวทย์รอบๆตัวเข้าไป จริงพื้นที่แถวนี้ไม่ค่อยมีอนูพลังเวทมากนักหรอก แต่ต้องขอบใจนายที่เมื่อวาน ใช้เวทมนตร์ซะ ขนาดนั้น ตรงนี้เลยมีอนูพลังเวทย์เหลือเกลือนเลยล่ะ”
ทันใดนั้นมันก็สะบัดหางของมันเข้ามาที่ผม ถึงผมจะรู้สึกถึงการโจมตีแต่ก็ไม่มีที่ให้หลบ หางของมันเข้ากระแทกที่ท้องของผม
“อุก!”
ผมร้องออกมาไม่เป็นเสียง เข่าผมเริ่มออกแรงจนเกือบจะลงไปกลิ้งบนพื้น
หางของมันยังคงคาอยู่ที่ท้องของผม
ตอนนี้ผมปวดจนแทบจะขยับตัวไม่ไว้ ผมพลางคิดอยู่ในใจว่า เวลาโดนหมัดของนักมวยมืออาชีพมันเป็นอย่างงี้แน่ๆ ถึงที่ผมโดนจริงๆจะเป็นเป็นหางของเจ้ามังกรก็ตามแต่
“ไม่เลวทียังไม่สลบไปซะก่อน แต่ฉันคิดว่านายจะทำได้ดีกว่านี้ซะดี”
เธอพูดพร้อมกับชูมือขึ้น
“นี่แทนการทักทายของฉัน”
“.....................”
อากาศเริ่มสั่นไหวโดย โดยมีปากของมังกรตัวนั้น เป็นศูนย์กลาง ความมืดวูปไหวราวกับเงาเพลิง
“บ้าเอ๊ย เธออาจจะทดสอบผมก็จริงแต่สิ่งที่เธอทำนี่มันจะฆ่าฉันชัดๆ”
ไม่ได้การอีแบบนี้ถ้าให้ผมเดามันคงจะปล่อยลำแสง ไม่ก็พ่นไฟออกมาจากปากของมันแน่ ก็เป็นมังกรนี่เนอะ จะพ่นไฟได้ก็ไม่แปลก
แตนี่คงไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนั้น หลบ! ยังไงตอนนี้ก็ต้องหลบก่อน ถ้าไม่หลบมีหวังผมได้ตายแน่ๆ
แต่ว่าขาของผมในตอนนี้สั่นไม่หยุด แทบไม่มีแรงจะทำอะไรเลย
โถ่เว้ยนี่จะตายที่นี่จริงๆเหรอเนี้ย ถ้าเรื่องที่ฉันฝันเมื่อคืนเป็นเรื่องจริงแล้วล่ะก็ พลังนั้น ฉันจะขอใช้อีกสักครั้งไม่ได้รึไง
“ถ้าพลังล่ะก็ พี่ชายมีอยู่แล้วล่ะ แค่หลงลืมไปเท่านั้น”
เสียงนี่มัน ! ชายในชุดยูคาตะดำนิ
“พี่ชาย แค่หลงลืมไปเท่านั้น และจงจำประโยคไว้ให้ดีครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ฉันจะออกมาบอกพี่ชาย”
“ข้าคือท่าน”
“และท่านก็คือ….ข้า”
“จงเบิกเนตรของท่านออก”
“ตอนนี้แหละ ปลอดปล่อยซะ”
กลีบดอกซากุระจำนวนมหาศาล ซึ้งมาจากไหนก็ไม่ทราบได้ ลอยเข้ามาล้อมรอบตัวผม ผมเหมือนกับอยู่ใจกลาง
ของพายุกลีบดอกซากุระ จากนั้นดอกซากุระก็ปลิวหายไป
“หรือว่าหมอนั้นกำลังกลายสภาพ”
ทันทีที่สายลมเริ่มพัดเข้ามาที่ตัวผม เด็กสาวที่อยู่เบื้องหน้าซีดขึ้นในทันที
มังกรของเธอนั้นได้เอาปีกของมันมาป้องการตัวเธอจากกระแสลมที่พัดกลีบดอกซากุระมาที่รอบตัวผม
เมื่อผมรู้สึกตัวอีกที ผมก็รู้สึกเหมือนกับเลือดในตัวของผมมันร้อนผ่าวขึ้นมา โดยเฉพาะที่แขนซ้ายของผมที่ร้อน
มากกว่าส่วนอื่นๆ รู้สึกเหมือนมันจะระเบิดออกมา
. .ใช่ แล้วความรู้สึกนี้แหละ พลัง นี่แหละคือพลัง
“นี่ แม่สาวแม่มดอัญมณี เรามาต่อจากเมื่อกี้กันเถอะ”
ผมพูดออกไปโดยเสียงโทนต่ำราวกับไม่ใช่ผม

โดย : champane007

โพสเมื่อ: 29 พ.ย. 2556 21:02:56

สินค้าในตะกร้า

จำนวนสินค้า 0 ชิ้น
จำนวนชนิดสินค้า 0 ชนิด

ตะกร้าสินค้า

สินค้าในตะกร้า! ไม่มีสินค้าในตะกร้า